เคยสงสัยกันไหมว่าเครื่องสําอางลาแมร์เนี่ยที่มันมีราคาในกระปุกนึงเกือบๆจะ 10,000 บาทมีที่ไปที่มามาจากอะไรเรื่องราวของเขาเป็นยังไงบ้างทำไมถึงสามารถประสบความสำเร็จได้มากขนาดนี้ทั้งหมดนี้วันนี้ผมจะเล่าให้ฟัง  เรื่องราวที่จะเอามาเล่าให้ฟังในวันนี้คือเรื่องราวของแบรนด์เครื่องสำอางที่มีชื่อว่าลาแมร์ โดยจาก official website ของลาแมร์ได้กล่าวว่าประวัติของลาแมร์เนี่ยเริ่มต้นมาจากนักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นนักวิจัยในศูนย์วิจัยอวกาศ ซึ่งก็คือ ดร.แมกซ์ ฮูเบอร์ เนี่ยซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์สัญชาติเยอรมัน ซึ่งดร.แมกซ์ ฮูเบอร์ เองป็นนักฟิสิกส์อวกาศ นช่วงประมาณปี 1950 เนี่ยได้เกิดอุบัติเหตุ การระเบิดขึ้นระหว่างที่เขาเนี่ยกำลังวิจัยการทำ stabilization  หรือว่าการทำการลดแรงสั่นสะเทือน ให้กับยานอวกาศซึ่งวิจัยไว้สำหรับยานอวกาศที่กำลังจะลงจอด 

ซึ่งจากเหตุการระเบิดครั้งนั้น  ทำให้ดร.แมกซ์ ฮูเบอร์ เนี่ยก็มีแผล อยู่บนตัวเนี่ยแล้วก็ไม่สามารถที่จะรักษาได้ อย่างไรก็ตาม  ดร.แมกซ์ ฮูเบอร์ เนี่ยได้ใช้เวลา 12 ปีหลังจากนั้น ในการคิดค้น แล้วก็วิจัยอะไรใหม่ๆขึ้นมาเพื่อที่จะพยายามรักษาแผลของตัวเองอยู่ตลอดเวลาซึ่งก็ปรากฏว่าหลังจาก 12 ปีแห่งความพยายามนั้นเขาสามารถที่จะสร้างสารสกัดตัวหนึ่งขึ้นมา ซึ่งพอใช้สารสกัดตัวนี้แล้วเนี่ยแผลที่เขามี มันถูกรักษา แล้วก็เหมือนกับว่า Restore  ผิวเก่าของเขาเนี่ยกลับมาจนแทบจะไม่เหลือร่องรอยของอุบัติเหตุครั้งนั้นเลยซึ่งเขาเนี่ยก็เลยคิดว่าจะเอาสารตัวนี้ เอาออกมาขายสู่ตลาด แล้วก็เป็นที่มาที่เขาเนี่ยตั้งชื่อให้มันว่าครีมเดอลาแมร์ซึ่งด็อกเตอร์ฮูเบอร์ ตั้งใจที่จะให้มันสื่อความหมายว่าเป็นครีมแห่งทะเล  ซึ่งครีมนี้ ถูกวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1965  ซึ่งเป็นปีที่ลาแมร์เนี่ยถูกวางแบบ official ครั้งแรก ซึ่งคุณเชื่อไหม ว่าหลังจากนั้น  20 ปี ลาแมร์สามารถประสบความสำเร็จเรื่อยมา เพราะว่าคนที่ซื้อครีมไปใช้เนี่ยแล้วรู้สึกติดอกติดใจกับสรรพคุณของลาแมร์  จนบอกต่อๆกัน แล้วคนเนี่ยก็ซื้อลาแมร์ไปเรื่อยๆ  

จนในที่สุด ในปี 1991 บริษัท ESTEE LAUDER เนี่ยก็ไปคุยกับลูกสาวของดร.แมกซ์ ฮูเบอร์  ซึ่งตอนนั้นด็อกเตอร์แมกซ์ได้เสียชีวิตไปแล้ว  ก็เลยไปคุยกับลูกสาวว่า ขอซื้อสิทธิบัตร  กิจการของคุณพ่อคุณเนี่ยเพื่อที่ว่า ESTEE LAUDER เนี่ยจะได้เอาธุรกิจนี้มาสานต่อ แล้วก็ทำให้มันยิ่งใหญ่ต่อไป ซึ่งดิวนี้ เป็นที่ตกลงมาตั้งแต่วันนั้น ก็เลยทำให้ปัจจุบัน ลาแมร์ก็เป็นส่วนหนึ่ง ของบริษัทที่มีชื่อว่า ESTEE LAUDER ซึ่ง ESTEE LAUDER  ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นพี่ใหญ่ในวงการเครื่องสำอางและสกินแคร์ ซึ่งเป็นเจ้าของหลากหลายแบรด์เลย ไม่ว่าจะเป็น MAC , ORIGIN , BOBBI BROWN , CLINIQUE  หรือว่า TOM FORD BEAUTY ซึ่งจากความพร้อมแล้วก็ประสบการณ์ของเ ESTEE LAUDERนี่เอง ที่เป็นคนที่จุดชนวนให้ลาแมร์เนี่ยประสบความสำเร็จระดับโลก กลายเป็น Luxury Brand  สำหรับเครื่องสำอางแล้วก็สกินแคร์ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาและปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ จากข้อมูลที่เราไปว่าดร.แมกซ์ เบอร์เนี่ยเขาได้วิจัยมาตลอด 12 ปี คุณเชื่อไหมว่ามีการเปิดเผยว่าดร.แมกซ์ ฮูเบอร์เนี่ยวิจัยเรื่องนี้ กว่า 6 พันครั้งกว่าที่จะได้สารสกัดที่ดีพอ และเขาพอใจที่กลายมาเป็นสารตั้งต้นของลาแมร์อย่างทุกวันนี้และในปี 2019  มีการประกาศ การวิเคราะห์ว่าละแมร์เนี่ยเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าพุ่งขึ้นไปสูงเกิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 30,000 ล้านบาทเป็นที่เรียบร้อยแล้วและทั้งหมดนี้คือที่ไปที่มาประวัติความสำเร็จของแบรนด์ที่มีชื่อว่าละแมร์ สำหรับคุณ คุณได้เรียนรู้อะไรบ้าง  

ตัวผมเอง มีอยู่ 3 ข้อคิดในการที่ผมได้เรียนรู้จากเรื่องนี้เรื่องแรกในฐานะ ของคนทำธุรกิจถ้าคุณกำลังมีปัญหาอะไรสักอย่างคนอื่นๆก็อาจจะกำลังมีปัญหาเหมือนกับคุณว่าอย่างเช่นที่ดร.แมกซ์ ฮูเบอร์ เขามีปัญหากับแผลที่เขาเนี่ยได้รับมา และเขานี้ก็มุ่งมั่นทุ่มเท ที่จะวิจัยเพื่อให้ได้สารสกัดตัวนี้ขึ้นมา ซึ่งเอามารักษาของตัวเขาเองและเขาเนี่ยก็ได้เชื่อว่าคนอื่นในโลกนี้ก็อาจจะอยากใช้ครีมนี้เหมือนกันก็เลยเป็นที่มา ของสกินแคร์เครื่องสำอางที่มีชื่อว่าลาแมร์และก็ข้อที่ 2  คำว่าความสำเร็จมันอาจจะไม่ได้มาพร้อมกับคำว่าพยายาม แต่มันมาพร้อมกับคำว่าความพยายามที่มากพอเหมือนอย่างเช่นที่ดร.แมกซ์ ฮูเบอร์ พยายามวิจัย แล้วก็ค้นคว้าสารสกัดต่างๆถึง 6 พันครั้งในช่วงเวลา 12 ปีจนทำให้ได้สารสกัดตัวนี้ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของลาแมร์ และข้อคิดข้อที่ 3 ข้อสุดท้าย นั่นก็คือข้อคิดเหมือนกับที่ผมเนี่ยได้บอกไปในคลิปวิดีโอก่อนหน้านี้ ถ้าสมมุติเราเนี่ยทำของดีขึ้นมาแล้วเราสามารถขายมันได้ให้กับคนกลุ่มนึง แต่บางทีเรายังไม่ได้เข้าใจตลาดอื่นๆไม่ได้เข้าใจคนทั่วโลกบางทีแบรนด์เราอาจจะค่อยๆเติบโต จนเติบโตไปไกลระดับโลกได้ แต่ถ้าเราเนี่ยอยากจะเห็นมันสำเร็จในวันนี้อยากจะเห็นว่าสำเร็จในช่วงอายุของเราหรือว่าลดระยะเวลาความสำเร็จมาบางทีความสำเร็จเหล่านั้นก็อาจจะมาพร้อมกับพันธมิตรคู่คิดที่ดี เหมือนอย่างเช่นที่ลาแมร์ ได้พันธมิตรทางธุรกิจ ที่มาควบรวมกิจการจาก ESTEE LAUDERนั่นก็ทำให้ลาแมร์เนี่ยมีแขนมีขา ในการต่อยอดออกไปสู่ต่างประเทศแล้วก็กลายเป็น Global Brand ได้ในที่สุดทั้งหมดนี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากแบรนด์ที่มีชื่อว่าลาแมร์ 

Reference

ทำธุรกิจอะไรดี วันนี้จะพาไปใช้เครื่องมือที่จะทำให้รู้ว่าธุรกิจอะไรมาแรง ธุรกิจอะไรที่ทำมาแล้วลูกค้าต้องการทั้งประเทศ และเครื่องมือนี้จะบอกได้ว่าสิ่งที่กำลังจะเอามาขายนั้น มีความต้องการมากน้อยแค่ไหน หรืออะไรบ้างที่ไม่ควรเอามาขาย วันนี้จะมาเล่าให้ฟัง

คำถามที่ว่า ถ้าอยากทำธุรกิจ แต่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี มีไอเดียธุรกิจแนะนำไหม หรือพอบอกได้ไหมว่าปีนี้ควรทำอะไร หรือธุรกิจอะไรที่ไม่ควรทำ วันนี้จะพาไปดูสถิติ จะได้รู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อย่างแรกอยากจะเล่าให้ฟังก่อนว่า การเริ่มทำธุรกิจ ยากไหม คำตอบคือยาก แต่สิ่งที่ยากกว่าคือการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เพราะถ้าดูจากสถิติ เราจะพบว่า จากสถิติของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เขาบอกว่า ปีที่แล้วมียอดจดทะเบียนบริษัทสูง แต่ยอดที่ขอปิดบริษัทก็สูงเช่นกัน เชื่อไหมว่าตัวเลขพวกนี้คือครึ่งๆเลย หมายความว่าปีที่แล้วมีคนจดบริษัท 100 บริษัท ปีนี้ก็จะมีบริษัทจากปีที่แล้วประมาณ50-60 คนที่จะปิดบริษัทลง ตัวเลขสะท้อนให้เห็นว่าการเริ่มธุรกิจไม่ได้ยาก แต่ความยากคือจะเริ่มธุรกิจอย่างไรให้ประสบความสำเร็จได้ ฉะนั้นสิ่งที่ยากกว่าทำให้สำเร็จ คือไอเดียตั้งต้นของธุรกิจ เพราะถ้าไอเดียของเราดีตั้งแต่แรก ก็จะสามารถไปได้ถูกทาง ก็จะสามารถขายดี ทำให้ธุรกิจเติบโตได้ แต่ถ้าไอเดียแย่ตั้งแต่แรก จะเจ๊งตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

ฉะนั้นวันนี้จะมาเล่าให้ฟัง ปกติแล้ว ในเคสของเวลาเรียนธุรกิจ จะมีอยู่เคสหนึ่งที่นำมาพูดถึงอยู่บ่อยๆ คือเคสเรื่องปั๊มน้ำมัน ปกติถ้าเราพูดถึงปั๊มน้ำมัน ยกตัวอย่างสองประเทศ ประเทศแรกคือประเทศไทย ถ้าสมมติที่ที่เราขับไปจังหวัดนี้เป็นที่ยาวๆโล่งๆ ไม่มีปั๊มน้ำมัน จะมีคนเล็งเห็นโอกาสว่าปั๊มน้ำมันน่าไปเปิด เลยไปเปิดเพื่อให้รถที่สัญจรไปมาจะได้แวะเข้าปั๊มน้ำมัน ตรงนี้แหละประเด็น เพราะว่าในเรื่องเล่าธุรกิจ จะมีเรื่องที่บอกว่า ถ้าสมมติเราเป็นคนไทย เราไปเห็นว่าปั๊มน้ำมันนี้คนเข้าเยอะ สิ่งที่คนไทยจะทำคือ เห็นธุรกิจนี้กำไรเยอะ เราทำบ้างดีกว่า แล้วก็จะเกิดการตั้งปั๊มน้ำมันข้างๆกัน อาจจะตั้งก่อนหน้าหน่อย เพื่อที่ลูกค้าผ่านมาจะได้แวะปั๊มเราก่อน พอเป็นอย่างนั้น หลังจากนั้นอีกคนหนึ่งมาเห็น ถนนเส้นที่มีปั๊มน้ำมันตั้งสองปั๊ม แสดงว่าธุรกิจนี้น่าจะไปได้ดี ก็เลยมาตั้งเป็นปั๊มที่สาม ก็จะเกิดการเปิดธุรกิจต่อๆกันไปเรื่อยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รถกับถนนมีอยู่เท่าเดิม ก็จะเกิดการแย่งส่วนแบ่งกันต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเปิดต่อกันสัก 4 ปั๊ม จะเกิดส่วนแบ่งการตลาดที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ สุดท้ายธุรกิจก็ฆ่ากันเอง ต้องลดแลกแจกแถม และนั่นคือที่มาว่า ผู้ประกอบการคนไทยหลายคน ใช้กรอบความคิดที่ว่า เห็นคนนั้นทำธุรกิจแล้วมันดี ก็เลยอยากทำบ้าง

ในส่วนของประเทศญี่ปุ่น เจอว่าถนนเส้นนี้มีโอกาสที่จะทำปั๊มน้ำมัน เขาจะมาตั้งน้ำมัน พอคนแรกตั้งปั๊มน้ำมันเสร็จ คนที่สองเห็นปั๊มน้ำมัน เขาเห็นว่าปั๊มน้ำมันเขาเยอะ เขาก็จะมองถึงโอกาสอื่นๆ เช่น การสร้างร้านกาแฟข้างในร้านกาแฟ พอคนอื่นมาเห็นว่ามีทั้งปั๊มน้ำมัน ทั้งร้านกาแฟ ตรงนี้เป็นถนนเส้นใหญ่ เราทำร้านเป็นอู่ซ่อมรถดีไหม ก็ขยายขึ้น กลายเป็นตลาดใหญ่ ต่อยอดไปได้เรื่อยๆ ซึ่งตรงนี้ทำให้ธุรกิจแต่ละที่เกื้อหนุนกัน เพราะบางคนอยากแวะซุปเปอร์มาเก็ต ก็ได้แวะเติมน้ำมันด้วย แวะซื้อกาแฟด้วย ซึ่งนี่เป็นมุมมองที่อยากให้เข้าใจก่อนว่า จริงๆแล้วธุรกิจจะไปต่อได้หรือไม่ มันขึ้นอยู่กับกรอบความคิด

ถ้าอย่างนั้นผู้ประกอบการไทยมีอะไรบ้างที่ทำพลาดไป จากรายงานจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่าปีที่แล้วธุรกิจที่จดทะเบียนมากที่สุด คือธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และธุรกิจที่มีการปิดกิจการมากที่สุดในปีที่แล้วก็คือธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเช่นกัน ธุรกิจที่สองรองจากธุรกิจก่อสร้าง คือธุรกิจเปิดคาเฟ่ ร้านกาแฟ และปิดกิจการเป็นอันดับที่สองเช่นกัน ซึ่งหมายความว่า เปิดเยอะ ปิดก็เยอะ นั่นเพราะว่าหลายครั้งเวลาเราอยากทำธุรกิจ เราเห็นว่าอันนั้นดี คนนั้นทำแล้วรวย เราอยากรวยเหมือนเขา เราไม่กล้าเริ่มทำอะไรใหม่ๆ เพราะว่าคนนั้นเขาทำแล้ว เราสามารถทำตามได้ ถ้านึกภาพไม่ออกให้นึกอย่างนี้ สมมติวันนี้คุณเกิดที่หมู่บ้านหนึ่ง ที่ทั้งหมู่บ้านทำขนมเค้ก คุณยายทำขนมเค้ก คุณพ่อคุณแม่ทำขนมเค้ก คุณโตมาคุณคิดว่าเด็กคนนี้จะอยากทำอะไร ก็อยากทำขนมเค้ก ซึ่งนี่คือกับดักของผู้ประกอบการ 

หลายครั้งเรามีมุมมองที่จำกัด ว่าเราคุ้นเคยกับธุรกิจแบบนี้ เราเห็นว่าธุรกิจแบบนี้สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ คนนั้นทำแล้วประสบความสำเร็จ เราเลยคิดว่าเราทำตามแล้วจะประสบความสำเร็จด้วย ซึ่งก็อาจจะถูก แต่ไม่ใช่ทั้งหมด 

ทีนี้วันนี้ แทนที่จะพาไปดูสถิติย้อนหลังว่าที่ผ่านมาว่ามีธุรกิจอะไรเปิด ธุรกิจอะไรปิด ตรงนั้นไม่สามารถบอกอะไรได้ เราจะพามาดูสถิติอีกแบบหนึ่งดีกว่า ว่าจริงๆแล้วในโลกเราตอนนี้ ตลาดกำลังต้องการอะไร มีเครื่องมือหนึ่งที่จะพาทุกคนไปดู จากโทรศัพท์เพียงแค่เครื่องเดียว ซึ่งเครื่องมือตัวนี้เรียกว่า Google Trend วิธีการใช้คือ เปิดเข้าไปที่ Google และพิมพ์ว่า Google Trend ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ Google สร้างขึ้นมาเพื่อรวบรวมสถิติว่าคนค้นหาอะไรเยอะมากน้อยแค่ไหน พอเราดูที่ Google Trend แล้วกดเข้าไป กดเปลี่ยนโลเคชั่นเป็นประเทศไทย ที่รูปลูกโลก มันจะดึงข้อมูลเฉพาะของประเทศไทยขึ้นมาดู พอคุณเปลี่ยนโลเคชั่นเป็นประเทศไทยแล้ว คุณลองป้อนข้อความที่อยากค้นหา เช่น สมมติอยากรู้ว่าจะขายผ้าพันคอดีไหม พิมพ์ค้นหาผ้าพันคอ เขาจะบอก

เทคนิคการใช้งานคือ 

กลับไปหน้าแรก แล้วเลื่อนลงมาข้างล่าง Google Trends ไม่ได้บอกว่าคำที่เราค้นหา มีการค้นหาเยอะหรือน้อย แต่Google Trends บอกอย่างหนึ่งว่า สิ่งที่คนค้นหาล่าสุด มีปริมาณเท่าไร เช่น คีย์เวิร์ด 1MDB มีคนค้นหา ห้าหมื่นครั้ง เสร็จแล้วกลับไปที่หน้าแรก ลองใส่ข้อความที่จะค้นหา เช่น 1MDB คือ เลือกช่วงเวลาตรงประเทศไทยเป็น ช่วงเวลา 7 วันที่ผ่านมา ทีนี้กราฟที่คุณเห็นจะเต็ม หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ Google Trends ไม่ได้บอกจำนวนว่าคนค้นหาปริมาณจำนวนเท่าไร เขาบอกแค่ว่าคนจากหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ค้นหาคำนี้เท่าไรบ้าง กี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งดูจากกราฟ กราฟที่เต็มร้อย คือคนค้นหา ห้าหมื่นคน หรือจำนวนที่บอกในหน้าก่อนหน้านี้ ทีนี้วิธีดูต่อ ให้เรากดคำว่าเปรียบเทียบที่อยู่ด้านบนประเทศ แล้วกดค้นหา เช่นจะเปรียบเทียบผ้าพันคอ กดค้นหาไป ต่อมา 1MDB คือเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนผ้าพันคอ จากร้อยเปอร์เซ็นต์น่าจะอยู่เพียงแค่ ห้าเปอร์เซ็นต์ ส่วนวิธีการดูก็เปิดเครื่องคิดเลข เมื่อสักครู่เต็มร้อยคือ ห้าหมื่นครั้งในการค้นหา และผ้าพันคอคือ ห้า ก็จะเป็น ห้าหมื่นคูณกับห้า แล้วหารด้วยหนึ่งร้อย คุณจะพบผลลัพธ์ว่า คนค้นหาเกี่ยวกับผ้าพันคอประมาณ สองพันห้าร้อยครั้งในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมา นั่นแสดงว่าคุณเห็นแล้วว่าธุรกิจนี้ มีโอกาสเป็นไปได้ 

นอกจากนี้ยังสามารถดูได้ว่า ในประเทศไทยมีคนค้นหาข้อมูลนี้จากจังหวัดไหนบ้าง และนี่เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อทุกๆคน และ Google Trends ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมคือ คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง เช่น วิธีพันผ้าพันคอผู้ชาย ผ้าพันคอลายเสือต่างๆ ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่จะทำให้รู้ว่าสิ่งไหนที่กำลังมาแรง ทำให้คุณรู้ว่าตลาดกำลังต้องการอะไร ฉะนั้นสิ่งนี้เป็นวิธีการที่จะช่วยให้ดูได้ว่า ณ ขณะนี้ คนกำลังต้องการอะไร ซึ่งนี่คือตัวอย่างเครื่องมือที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อทุกๆคนแน่นอน 

สมมติว่าเราจะเริ่มทำธุรกิจสักอย่างหนึ่ง เราไม่รู้ว่าจะขายอย่างไรดี นี่คือเครื่องมือที่เป็นประโยชน์

Reference

วันนี้เราอยู่กับ โค้ชของนักธุรกิจ ที่นักธุรกิจหลายคนในประเทศไทย ให้ความนับถือและเชื่อว่า คำแนะนำของท่านจะเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังเริ่มทำธุรกิจ startup SME ทุกๆคน

มุมมองในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จของคุณธนินท์ เจียรวนนท์

ในมุมมองของผม ยุค4.0 startup ที่เขาสำเร็จรวดเร็ว เขาทำในสิ่งที่โลกยังไม่เคยทำ ซึ่งผมเรียกว่า ตัวเบา หรือง่ายๆคือ ยุคใหม่ และตัวหนัก คือวิธีการเก่าๆ ในยุคใหม่นี้ส่วนใหญ่จะทำตัวเบา แล้วความสำเร็จของเขาคือขี่อยู่บนตัวหนัก 

รุ่นใหม่ เรื่องใหม่ แน่นอนถ้าเรื่องเก่าที่ผมทำสำเร็จแล้ว เขาต้องเรียนรู้กับผม แต่ยุค4.0 เรากำลังทำของใหม่ ไม่ใช่เอาของเก่าไปเปลี่ยนแปลง ไปปรับปรุง เราต้องต่อยอด ทำของเก่าที่ยังไม่เคยทำ อย่างเช่น สื่อออนไลน์

ตัวเบา คือการต่อยอด ซึ่งไม่ต้องมารับผิดชอบ เหมือนกับตัวหนักที่ต้องเสียเวลานาน ในการผลิตสินค้าออกมา ต้องดูแลหลายขั้นตอน แต่คนรุ่นใหม่ ที่เขาทำสำเร็จ เพราะเขารับของจากร้านขายเพชรที่เป็นต้นทาง นำมาขายบนเว็บไซต์ ติดต่อกับบริษัทระดับโลกให้ได้การรับรองว่าเพชรนี้จริง มีตำหนิอะไรอย่างไร แล้วให้เขานำเพชรมาให้คุณ โดยที่ติดต่อกับบริษัทที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก เท่านี้คนก็กล้าซื้อแล้ว ตัวเบาไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ทั้งค่าดูแลหน้าร้าน ค่าสถานที่ เพียงแค่มีกล้องถ่ายรูปอยู่ที่บ้านก็สามารถทำได้ ถ่ายแล้วขึ้นบนเว็บไซต์โดยที่ใช้เครดิตที่มีอยู่แล้วในโลก เท่านี้ก็สามารถทำธุรกิจได้แล้ว

ซึ่งกลายเป็นว่าธุรกิจที่เป็นตัวเบา มีความสามารถที่จะปรับเปลี่ยน สามารถที่จะทำอะไรได้มากกว่าธุรกิจของตัวหนัก

สิ่งที่เราควรจะทำคือเรียนรู้จากสิ่งที่มันเกิดขึ้นมาแล้ว เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผมเอาประสบการณ์ทั้งชีวิตมาแนะนำให้เรา ซึ่งสามารถที่จะนำไปต่อยอดได้ไกลขึ้น

ตัวเบา ต้องใช้รุ่นใหม่คิด เขาจะมีความรู้ใหม่ๆ เขาจะมีแลกเปลี่ยนความรู้กันกับเพื่อนฝูง แลกเปลี่ยนในอินเทอร์เน็ต อย่างบริษัทGoogle ที่ผมไปรู้มา เขาบังคับพนักงานเขา คุณทำงาน 80% อีก 20% ให้พวกคุณไปคิดอะไรที่มันนอกกรอบ แล้วนำมาเสนอ ถูกผิดไม่เป็นไร แม้กระทั่งแม่บ้านก็ต้องคิด 20% นี้ด้วย

เขาต้องคิดว่าในฐานะแม่บ้าน ว่าเขาจะเสนออะไรใหม่ๆ ผู้บริหารก็มาร่วมฟังด้วย ว่าแม่บ้านมีไอเดียอะไร

เลยกลายเป็นว่า พนักงานสองหมื่นคนนั้น จะกลายเป็นสองหมื่นไอเดียธุรกิจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในทุกเดือน 

ปัจจุบันนี้คือยุคใหม่ คนยุคเก่าไม่ค่อยฟังเสียงคนยุคใหม่ ยุคเก่ามีขั้นตอนเยอะแยะ กว่าเสียงจะขึ้นมาถึงคนยุคเก่า ในยุค4.0 ผมไม่มีขั้นตอนนั้น ผมให้อำนาจเขา คนทำงานอยู่หน้างาน ผมให้ความรู้เขา หาคนที่เหมาะสมแล้วให้อำนาจเขาเลย ผิดก็แก้ ทำของใหม่ไม่มีใครหรอกไม่ผิด ผิดไม่เป็นไร ผิดวันนี้แก้พรุ่งนี้ ไม่ใช่ทำของเก่า ของเก่ามันมีทางเดินเรียบร้อย มีตำรา มีคู่มือปฏิบัติ แต่ของใหม่มันไม่มี ลองถูกลองผิด

อย่างเช่น ผมสร้างทีมใหม่ ต้องไปเรียนรู้ทั้งทีม รู้เรื่องเดียวกัน รู้เรื่องขาย รู้เรื่องตลาด ทุกคนต้องไปสัมผัส รู้เหมือนกันหมด ถึงจะผนึกกำลังกันได้ ผมไม่รู้เรื่องคุณ คุณไม่รู้เรื่องผม แล้วผมจะช่วยคุณได้อย่างไร ยุค4.0 จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง ผมเลยได้เป็นเถ้าแก่ เพราะเถ้าแก่ต้องรู้ทุกเรื่อง และมีอำนาจในการแก้ไขทันที คำสอนของผมคือ ผิดเป็นครู แต่จะไม่ยอมอยู่เรื่องหนึ่งที่ว่า การผิดแล้วผิดอีก คนที่ไม่รู้เรื่องมาก่อนจะไปทำถูกได้อย่างไร ก็ต้องมาจากผิดแล้วถึงจะถูก ผมทำให้เด็กกล้าคิด กล้าทำ ต้องให้เด็กมีอำนาจ ให้เขามีโอกาสแสดงความคิดเห็นของเขา โดยไม่ต้องถูกบังคับ ไม่เอาไปอยู่ใต้ผู้นำ 

ซึ่งผู้นำคิดไม่เหมือนกันก็ไม่ยอมให้ทำ ความรู้ความเก่งเขาก็ไม่กล้าแสดงออก เขาก็ไม่อยากอยู่ เพราะว่าผู้นำไม่เข้าใจเขา 

แต่วิธี 4.0 ที่จะใช้คนเก่ง ต้องสนับสนุนเขา จะให้คนเก่งทำงานแล้วสนุก ทุ่มเท 

เรื่องแรกเลยต้องให้อำนาจ ไม่ใช่เงิน เงินเป็นสิ่งที่ต้องใช้ก็จริง แต่เราต้องให้เขาแบบเหมาะสม ถ้าให้ไม่เหมาะสมเขาก็ไปที่อื่น อย่ามองว่าเขาเห็นแก่เงิน เรื่องเงินคือพื้นฐานของมนุษย์

หนึ่งในคำถามที่ได้ยินบ่อยๆ คือ คำถามที่ว่า ทำไมเด็กรุ่นใหม่อยู่กับบริษัทไม่นาน

คำตอบคือ เขามีโอกาสที่จะได้แสดงความสามารถไหม เขามีโอกาสที่จะได้ทำอะไรที่มันเปลี่ยนแปลงไหม มีอนาคตไหม

ก่อนอื่นเราต้องทำให้เขาเห็นอนาคต ว่าเวทีนี้ถ้าคุณเก่งนะ เวทีนี้มันยิ่งใหญ่นะ เพราะฉะนั้นบางทีเราจำเป็นต้องทำให้บริษัทยิ่งใหญ่ ไปสู้กับต่างประเทศ เราถึงจะมีโอกาสได้คนเก่งมาทำงานช่วยกัน 

คนเก่งถ้าบ่อน้ำมันเล็กไป แต่ปลาตัวใหญ่ก็ต้องไปอยู่ในมหาสมุทร เขาไม่ได้มาอยู่ในบ่อน้ำหรอก มันเล็กไป ฉะนั้นเราต้องเป็นมหาสมุทร ถ้าเราจะเลี้ยงปลาใหญ่ เราจะใช้คนเก่งร่วมมือกับคนเก่ง พัฒนาบริษัท เราต้องให้เขาเห็นอนาคตว่า ถ้าเขาเก่งเขาทำสำเร็จ เขาเติบโตได้อย่างไร ให้อำนาจ ให้เกียรติแล้วก็ให้เงิน

ในหนังสือของผมมีอยู่บทหนึ่ง พูดถึงความไม่ยอมแพ้ ทุกๆอย่างก่อนที่จะสำเร็จได้ ชีวิตคือการต่อสู้ เราต้องมีความมุ่งมั่น ความขยันอดทน ไม่พอยังต้องหมั่นเพียร เราต้องตั้งเป้าหมายแล้วมุ่งให้ได้ตามเป้า 

มุมมองในการบริหารการเงินในส่วนของการเงินที่เป็นธุรกิจ

ผมจะไปช่วยเกษตรกรที่ไม่มีเงิน ซึ่งผมไม่ได้อยากจะไปยึดที่ดินเขา ผมจะไปเป็นคนการันตีแบงค์ให้กับเขา แล้วมีเงื่อนไข เพื่อทำให้ที่ผมการันตีนั้นไม่ล้มเหลว ผมนำเทคโนโลยีเข้าไปช่วย นำตลาดเข้าไป ถ้าเราจะปล่อยหนี้ให้เขา เราต้องไปช่วยเขาว่าเขาจะคืนหนี้ได้อย่างไร เขามีอุปสรรคอะไร เราต้องไปช่วยจัดการตรงนี้ แล้วยังต้องไปสอนเขา ในเรื่องการอย่าใช้เงินเกินตัว เพราะส่วนใหญ่พอมีเงิน มักจะมีคนมายุให้ซื้อของ ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญคือ ถ้าผมการันตีเขาแล้ว ผมต้องรับผิดชอบ ผมคิดอย่างเดียวว่า ผมต้องทำให้เขาสำเร็จ ผมบอกว่าเราเป็นคู่ชีวิตกัน คำพูดในสมัยนั้น CP กับลูกค้าเป็นคู่ชีวิตกัน ถ้าเขาอยู่ได้เราก็อยู่ได้ เหมือนมันครบวงจร พอเขาได้ทำธุรกิจของที่บ้านเขาได้ สร้างขึ้นมาได้ เขาก็คืนเงินต้นได้ เลี้ยงครอบครัวได้ เขาก็ไม่ต้องมีหนี้มีสิน แล้วก็สอนเขาอย่าไปเพิ่มหนี้ เหมือนในหลวงที่สอนให้พอเพียง พอเพียงของในหลวงคือพอเพียงของแต่ละระดับ ไม่ใช่ว่าให้ทุกคนประหยัดเงิน ไม่ใช้เงิน แล้วสังคมจะเกิดการค้าขึ้นได้อย่างไร เศรษฐกิจก็อัมพาต คนต้องเข้าใจ ฉะนั้นการเงินสำคัญ ถ้าผมจะกู้ให้ใครต้องดูว่าเขาไปรอดไหม ถ้าเขาไปไม่รอด เรากู้ไป วันหนึ่งก็ต้องเกิดปัญหาแน่นอน นอกจากไปเอาดอกเบี้ยสูงๆ มีหนี้เสีย แล้วเขาก็หมดตัว เราก็หมดลูกค้า แต่อย่างนี้เราไปช่วยเขา ถ้าเราจะกู้ให้เขา เราต้องไปดูว่าธุรกิจที่เขาทำ หรือเงินเดือนเขาเป็นอย่างไร เราต้องไปสอนเขา ให้เงินกู้เขาอย่างเดียวไม่พอ เราต้องไปสอนเขาให้พอเพียง อย่าใช้เงินเกินตัว ดีที่สุดคือให้ความรู้เขา ทำให้เขามีรายได้มากขึ้นอีก ใช้ความสามารถ ใช้ความรู้ เสริมความรู้ให้เขา เหมือนกับที่ผมได้ไปช่วยเกษตรกร เขาไม่มีเงิน ผมจะไปเอากำไรจากเขาได้อย่างไร ผมต้องช่วยให้เขาร่ำรวยก่อน แล้วเขาถึงจะมีเงินมาคืนเรา เขาถึงจะมีเงินขยายพื้นที่ เลี้ยงไก่มากขึ้น ผมก็มีโอกาสซื้อไก่มากขึ้น ไปขายต่างประเทศ ขายตลาดภายใน 

วิธีของผมคือ อย่างสมัยที่เขาเลี้ยงกันอยู่ ตัวละ20บาท เดือนนึงเฉลี่ยได้หนึ่งพันบาทต่อครอบครัว เลี้ยงได้ร้อยตัว ตัวละ20บาท ผมให้เขาเลี้ยงหมื่นตัว ตัวหนึ่งให้กำไรเขา3บาท ถูกไป17บาท สามารถส่งขายได้เลย แล้วคนเลี้ยงกำไรสามหมื่น เพราะหมื่นตัว ตัวละสามบาทก็สามหมื่นบาท คืนดอกเบี้ยเงินต้น ได้อย่างน้อยหกพันถึงหนึ่งหมื่น คืนแบงค์ ดอกเบี้ยเงินต้น พอเขาคืนเงินต้นเสร็จ ให้เขาเลี้ยงอีกหมื่นตัว คราวนี้สองหมื่น 

ข้อคิดสำหรับคนทำธุรกิจใหม่ ที่ใช้ตั้งแต่วันแรกในการทำธุรกิจ CP มาจนถึงทุกวันนี้

เรื่องหนึ่งความสำเร็จของผม งานแรกของผม ผมไปอยู่สหพันธ์ สหกรณ์ค้าไข่แห่งประเทศไทย เป็นผู้จัดการ แล้วก็รองมาเป็นผู้จัดการสหสามัคคีค้าสัตว์ ในเรื่องสัตว์ปีก แล้วก็เลิก จอมพลสฤษดิ์สั่งเลิก ผมก็ตกงาน กลับมาช่วยครอบครัวตอนอายุ25 ผมทำงานตั้งแต่เด็กเลย 21ผมก็เป็นผู้จัดการแล้ว เดินทางต่างประเทศแล้ว แต่พอมาทำอาหารสัตว์ ต้องบอกเลยว่าผมไม่ได้ชอบ ผมชอบการสร้างหนัง ลงทุนเรื่องหนังเป็นผู้กำกับหนัง ชอบมาตั้งแต่เด็ก ชอบถ่ายรูป แต่ถ้าผมเสียเวลากับสิ่งไหนแล้ว ไม่ชอบก็ต้องชอบ ไหนๆเราเสียเวลาแล้ว ก็ต้องไปเรียนรู้ให้รู้จริง ไม่ใช่ผิวเผิน ผมเป็นคนทำอะไรทำจริง ทุกครั้งผมต้องถามว่า แล้วเวลาที่ผมเสียไปผมได้อะไร ผมต้องเรียนรู้ให้เต็มที่ เรียนรู้ให้รู้จริง ต้องไปสัมผัส ต้องไปยอมเสียเวลามากขึ้น ผมทำอะไรผมมีสองเวลา เวลาหนึ่งคือส่วนตัว เสียไปเท่าไรคือความสุขส่วนตัว แต่ถ้าเมื่อไรต้องใช้เงินกับเสียเวลาที่เป็นเวลาส่วนตัวของผมแล้ว ผมต้องคิดว่าแล้วผมได้อะไร ผมอยากจะฝากพวก startup ต้องทบทวนดูว่า เวลาทุกๆวันเราทำอะไรไป เวลาที่เสียไปเอากลับมาไม่ได้แล้วนะ เงินเท่าไรก็ซื้อกลับไม่ได้แล้ว เหมือนวันนี้ผมเอาเงินพันล้านมาซื้อให้ผมอายุน้อยลงอีกสิบปี ก็ทำไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องเสียดายเวลาที่เราผ่านไป อย่าคิดว่าไม่เป็นไร ไปเที่ยวสนุก สุดท้ายมันไม่ได้สนุก ผ่านแล้วมันก็ผ่านไป แต่เราไปทำงาน เราจะมีงานติดกับเรา จะล้มเหลว หรือสำเร็จก็ตามมันอยู่กับตัวเราแล้ว

การเรียนรู้ใครๆก็เรียนรู้ได้ แต่การรู้จริง เราต้องทำ ทำแล้วได้ผลหรือไม่ได้ผล ถึงจะเรียกว่ารู้จริง 

อีกเรื่องหนึ่งคือ การควบคุมตัวเราเอง ไม่ใช่พอเราเป็นเถ้าแก่ เราจะพักผ่อนก็ได้ ไม่ทำงานก็ได้ ไปเที่ยวก็ได้ เรายังต้องใช้เวลาอันมีค่า เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ต้องใช้เงินให้เหมาะสม ไม่ใช่เรากำไร เงินวันนี้มีแค่นี้ ควรจะซื้อรถ Toyota ไปซื้อแบงค์ นี่คือบริหารเงินไม่เป็น ล้มเหลวแน่นอน startupที่จะสำเร็จแล้ว สุดท้ายต้องควบคุมตัวเอง เหมือนอยากจะสอบทุกวัน ไม่มีใครควบคุมเราแล้ว เราต้องควบคุมตัวเอง ถ้าไม่ได้ก็ไม่สำเร็จ สำเร็จก็แค่ชั่วคราว 

คุณบริหารเงินเป็นไหม นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ถ้าบริหารเงินไม่เป็นสุดท้ายก็หมดตัว กำไรก็ไม่พอใช้ ใช้เงินที่มันไม่เป็นประโยชน์ แน่นอนถ้าเราไปเที่ยว งบประมาณตรงนี้เราต้องมี ไม่ต้องกลัวไม่ห่วง ใช้เที่ยวใช้ให้มันสนุก แต่ถ้ามันเกินควรเมื่อไร จะทำให้เราล้มละลาย ทำให้เราจากสำเร็จกลายเป็นล้มเหลว ส่วนใหญ่startup ถ้าทำสามข้อนี้ได้ถึงจะยั่งยืน

ดังนั้นวันนี้ถ้าเราใช้ทุกวินาทีให้คุ้มสิบปี เหมือนเรากำไรเป็นพันล้าน นี่เป็นข้อคิดที่เด็กรุ่นใหม่น่าจะเอาไปเป็นแรงบันดาลใจได้

เรื่องของโครงการบ่มเพาะที่คุณธนินท์ เจียรวนนท์พูดถึง คือโครงการฟักไข่ สิ่งที่เราจะได้จากโครงการนี้คือประสบการณ์ ชั่วโมงบินของคนเก่งๆ ที่คอยมาโค้ชเรา คอยมาสอนเรา บางครั้งเราทำเองอาจจะใช้เวลากรุยทางสักสิบปี แต่พอมีโค้ช มีผู้ชี้แนะเก่งๆ เราอาจจะใช้เวลาทำแค่สองเดือน สามเดือนแบบนี้ก็สามารถเป็นไปได้

แล้วตอนนี้ True Incube กำลังเปิดรับสมัครรอบใหม่ ซึ่งเปิดรับสมัครในทุกๆปี สำหรับคนที่ทำ startup SME หรือว่ากำลังมีไอเดีย กำลังอยากจะทำธุรกิจ อยากจะมาเรียนรู้ประสบการณ์จากคนเก่งๆเหล่านี้ ไม่ควรที่จะพลาด ในการสมัครเข้าร่วมโครงการนี้

และสำหรับวันนี้ คาดว่าข้อคิดและบทเรียนที่คุณธนินท์ เจียรวนนท์ได้นำมาแบ่งปัน จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลกับทุกๆคน และจะสามารถนำข้อคิดไปปรับ ประยุกต์ใช้กับชีวิตแล้วก็การทำธุรกิจได้

Daiso คือร้านที่ขายของทุกอย่างในร้านในราคา 100 เยน แล้วในประเทศไทยก็เข้ามาทำการตลาดโดยขายของทุกชิ้นเริ่มต้นที่ 60 บาทด้วย Concept นี้ทำให้เจ้าของเขาสามารถที่จะเปลี่ยนตัวเองจากคนที่เป็นหนี้ล้มละลาย แล้วก็สมัครงานไม่ผ่านถึง 9 ครั้งกลายมาเป็นเศรษฐีแสนล้านได้แต่กว่าจะประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ Daiso ต้องผ่านอะไรมาบ้างประวัติที่ไปที่มาเข้าเป็นยังไงวันนี้ผมจะเล่าให้ฟัง สำหรับแบรนด์ที่ผมจะเอามาเล่าให้ฟังในวันนี้ นั่นก็คือแบรนด์ที่มีชื่อว่า Daiso ร้านขายของที่เริ่มต้นทุกอย่าง 60 บาทที่คนไทยรู้จักกันในประเทศญี่ปุ่นก็รู้จักกันในนามร้านร้อยเยน ก็คือทุกๆอย่างที่ขายในร้านก็จะมีราคา 100 เยนนี่แหละ โดยจุดเริ่มต้นของแบบนี้มาจากผู้ชายที่มีชื่อว่า Hirotake Yanoซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถ้าเราจะนิยามคำว่าประสบความล้มเหลวหลายครั้งมากๆในชีวิตก็คงจะไม่ผิดนักเพราะตัวคุณยาโนะเอง

ตั้งแต่วันที่เขาเรียนจบมหาวิทยาลัยเขามีความคิดที่อยากจะทำธุรกิจเป็นของตัวเอง โดยธุรกิจแรกที่เขาทำ คือธุรกิจง่ายๆ ที่ตอนนั้นใครๆทำอะไรก็ประสบความสำเร็จด้วยกันทั้งนั้นก็คือการเพาะพันธุ์ปลามาขายซึ่งสายพันธุ์ปลาที่เขาเลือกที่จะไปเพาะพันธุ์ ก็คือปลาฮามิจิ ซึ่งเค้าก็เลือกที่จะไปเพาะพันธุ์ปลาที่บ้านเกิดของภรรยา แต่ปรากฏว่าธุรกิจที่เหมือนจะง่าย ธุรกิจแค่เพาะพันธุ์ปลา ซื้อพันธุ์ปลามาเลี้ยงปลาแล้วก็เอาปลาไปขายมันกลับไม่ได้ประสบความสำเร็จง่ายอย่างที่เขาคิด เพราะว่ามันมีทั้งเรื่องของปลาไม่ใช่ว่าเลี้ยง 100 ตัวแล้วจะรอด 100 ตัว แล้วก็ปลาไหลก็ต้องมีต้นทุนที่ต้องดูแลน้ำดูแลปลาเรื่องของอาหารเรื่องของวัคซีนยาต่างๆจนทำให้เงินไม่พอใช้คุณยาโนะก็เลยต้องไปกู้เงินที่จะเอามารันธุรกิจนี่เอามาหมุนธุรกิจนี้อยู่เรื่อยๆจนในที่สุดธุรกิจก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่คิดธุรกิจพังลง ล้มไม่เป็นท่าแล้วเขาก็มีหนี้สินอยู่จำนวนมากอีกด้วย

ซึ่งพอเป็นหนี้สินพันตัวขนาดนี้ คุณยาโนะก็เลยไม่มีทางเลือก นอกจากจะไปสมัครงานกับบริษัทต่างๆ โดยคุณยาโนะ เลือกที่จะสมัครงานกับบริษัทเอกชนที่ไหนที่มีงานรับสมัคร เขาก็ไปสมัครงานที่นั่นซึ่งปรากฏว่าทุกที่เข้าไปสมัครเชื่อไหมว่าเขาเข้าไปได้ไม่นานก็ต้องถูกไล่ออกหรือว่าลาออกจากงาน โดยในช่วงเวลาสั้นๆเขาเปลี่ยนงานมากถึง 9 ครั้งด้วยกัน พอยิ่งเป็นแบบนี้นึกถึงวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่นั่นคนญี่ปุ่นตั้งใจทำงาน รักองค์กรอยู่องค์กรไหนแล้วอยู่องค์กรนั้นตลอด นั่นทำให้คุณยาโนะก็โดนมองไม่ดีจากคนรอบข้างด้วยว่าทำไมถึงเป็นคนที่เปลี่ยนงานบ่อยขนาดนี้และคนที่เปลี่ยนงานบ่อยแบบนี้จะเอาความมั่นคงจะเอาอะไรไปเชื่อถือคนแบบนี้ได้ แต่ว่าจุดเปลี่ยนก็อยู่ตรงนี้ เมื่อในปีนึงในขณะที่เขากำลังทำงานอยู่ เขาก็ดันไปสังเกตเห็นจักรยาน 10 คันที่หน้าตาเหมือนกันเลยจอดเรียงอยู่หน้าตึก 1 เขาก็เลยสนใจว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงต้องซื้อจักรยานแบบเดียวกันมาเยอะขนาดนี้ด้วย ก็เลยเข้าไปถามเจ้าของปรากฏว่าเจ้าของเขาก็บอกว่าเหตุผลที่เขาซื้อมาเยอะขนาดนี้เพราะว่าธุรกิจของเขาคือธุรกิจที่จะซื้อของมา แล้วก็ออกของมาให้พนักงานขายใส่จักรยานไป ปั่นไปขายของเคลื่อนที่ก็คือบางครั้งเวลาเราขายอยู่หน้าร้านของเราลูกค้าจะไม่มาเจอเราก็ได้ ดังนั้นเขาก็เลยเปลี่ยนโจทย์ในการเอาสินค้าในใส่จักรยานแล้วก็ปั่นไปเรื่อยๆ ปั่นไปขายคนไหนผ่านไปผ่านมาหรือว่าจักรยานคันนี้ปั่นไปถึงตรงไหนลูกค้าตรงนั้นก็อาจจะมีโอกาสได้ซื้อของของเรา พอคุณยาโนะได้ยินอย่างนี้เขารู้สึกว่านี่คือความคิดที่ชาญฉลาดมาก คุณยาโนะเองก็เลยคิดว่าเขาอยากจะเรียนรู้กับผู้ชายคนนี้ให้ได้มากที่สุดก็เลยขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์จนเมื่อเขามีอายุได้ 29 ปีเขาก็เลยตัดสินใจที่จะเปิดธุรกิจของตัวเองอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ล้มเหลวมาแล้วก่อนหน้านี้นั่นก็คือเขาเปิดร้านของตัวเองที่มีชื่อว่า ยาโนะโชเท็น

โดยในตอนแรกเริ่มของธุรกิจนี้ ก็เป็นธุรกิจที่เขาต่อยอดมาจากผู้ชายได้เข้าไปเรียนรู้เรื่องการทำงานการทำธุรกิจมานี่แหละก็คือเอาของเครื่องใช้ทั่วไปจากที่หาได้ทั่วไปเอามาขาย โดยเน้นการขายของเคลื่อนที่เพราะว่าบางครั้งสินค้าที่ดีที่มันวางอยู่ตรงนี้คนเหล่านั้นคนที่หมู่บ้านข้างๆ ก็อาจจะไม่เคยมาเห็นก็ได้ก็เลยเป็นที่มาที่เขาจะเริ่มต้นจากอะไรที่มันง่ายๆก่อนของที่มันไม่เน่าไม่เสียถ้าสมมุติว่าเอามาแล้วสมมุติขายไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยๆเก็บไว้ในอนาคตขายได้มันก็ยังพอที่จะมีกำไรพอที่จะคืนทุนได้ ไม่เหมือนกับของสดที่ได้มาไม่กี่วันก็เน่าเสียแล้ว เขาก็เลยเริ่มจากการขายหม้อแล้วก็เครื่องมือช่างต่างๆซึ่งเป็นสินค้าที่เขามองว่าทุกบ้านต่อให้บ้านไหนมีหม้ออยู่แล้วก็อาจจะอยากได้หม้อเพิ่มหรือเครื่องมือช่างทุกบ้านก็มีการต่อเติมหรือมีการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ไปจนมันสึกหรอหรือว่ามันหมดไปก็อาจจะอยากได้ของใหม่ๆเข้าไปเติมก็เลยคิดว่าจะเอาหม้อกับอุปกรณ์ช่างปั่นจักรยานทางรถเคลื่อนที่ไปขายตามที่ต่างๆโดยจุดหลักๆที่คุณยาโนะมักจะเอาไปขายในซึ่งก็มีทั้งจักรยานแล้วก็รถบรรทุกของเขาก็คือเอาไปขายอยู่บริเวณหน้า Super market เพราะเขาบอกว่า Super market เป็นที่ที่คนญี่ปุ่นทุกคนจะต้องเดินผ่านอย่างน้อยวันละครั้งอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นซื้อของก่อนไปทำงานหรือว่าซื้อของก่อนที่จะกลับเข้าบ้านทุกคนก็น่าจะต้องผ่าน Super marketกันอยู่แล้วดังนั้นถ้าขับรถบรรทุกของเขา จักรยานขายของ ของเขาไปตั้งใกล้ๆ Supermarket ก็อาจจะทำให้เขาขายดีไปได้ด้วย ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆนั่นก็คือพอเขาทำอย่างนั้นไปก็เริ่มขายดีเริ่มมีคนซื้อมาเรื่อยๆ มีลูกค้าที่ซื้อบ่อยๆซื้อประจำจนเขาตัดสินใจที่จะเปิดสาขาของตัวเองคราวนี้เปิดเป็นหลักเป็นแหล่งจะได้ไม่ต้องขนไปขนมาแล้วก็เหนื่อยเก็บของให้เก็บร้านทุกวันและจุดเด่นสำคัญอีกอย่างหนึ่งของไดโซะที่ทำให้เขาได้ประสบความสำเร็จอย่างเร็วแล้วคนญี่ปุ่นก็ชอบร้านไดโซะมากๆจนสามารถขยายสาขาในญี่ปุ่นได้กว่า 3000 สาขา แล้วก็ขยายไปทั่วโลกกว่า 4,000 สาขา เหตุผลนั้นก็เป็นเพราะว่าตอนที่เขาทำธุรกิจร้าน Daiso ที่ประเทศญี่ปุ่นเขาเริ่มสังเกตคำว่าของที่เอามาขายถึงแม้ว่าเขาจะเอาของใช้มาขายคนก็ซื้อเยอะแต่จริงๆแล้วที่คนมาซื้อร้านของเขาเยอะไม่ใช่เพราะว่าของที่เขาเอามาขายเป็นของใช้ แต่เป็นเพราะราคามันถูก มันไม่ได้แพงจนเกินไปซึ่งเหตุผลที่เขาตั้งราคาทุกชิ้นในราคา 100 เยนก็เป็นเพราะว่าช่วงนั้น ช่วงที่เขาตั้งหลักปักฐาน ตั้งร้านครั้งแรกขึ้นมาเอากับภรรยาในกำลังมีลูกอยู่คนนึง ซึ่งตอนนั้นเองเขาก็วุ่นวายกับการเลี้ยงลูกมาก ถ้าจะต้องมาคิดราคาสินค้าคำนวณราคาสินค้าแปะป้ายราคาแล้วก็เอามานั่งนับว่าชิ้นไหนชิ้นไหนราคาเท่าไหร่บ้างมันน่าจะวุ่นวายน่าดูเขาก็เลยตั้งว่าทุกชิ้น 100 เยนไปเลยละกันโดยที่เขาจะหาของที่มีคุณภาพและก็ดีที่สุดในราคา 100 เยนเท่าที่จะหามาได้เอามาขายในร้าน ซึ่งมันไม่ได้มีแค่เครื่องใช้ แต่มันก็มีไปจนถึงแม้ว่าจะเป็นเครื่องสำอาง โดยเครื่องสำอางเขาก็ไปหายี่ห้อต่างๆ ไปหาดูว่าคนชอบยี่ห้อไหน ยี่ห้อนั่นราคาเท่าไหร่บ้างมีอะไรที่จะเอามาขายใน Daiso จนสาวๆวัยรุ่นส่วนใหญ่ในญี่ปุ่น แทบจะเรียกว่าก็เดินทางเข้ามาซื้อของที่ร้านไดโซะนี่แหละเครื่องสำอาง เพราะอยากจะแต่งหน้าหน่อยอยากจะมีแป้งอยากจะมีลิปอะไรก็เขาดูที่ Daiso ดีกว่าการเดินไปที่ร้านเครื่องสำอางที่บางทีกำเงินไปเป็นพันนึงก็อาจจะเอาไม่อยู่แต่มาที่ร้านไดโซะ 100 เยน ถ้าตีเป็นเงินไทยก็ประมาณแค่ 30 กว่าบาทเท่านั้นเอง ก็จะดูสมเหตุสมผลกับราคาที่ต้องจ่ายไปก็เลยทำให้ Daiso เติบโตจาก Segment เครื่องสำอางมาเยอะพอสมควรเหมือนกัน

นอกจากนั้น Daiso ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่เครื่องสำอางแต่ก็ยังไปในหมวดหมู่อื่นๆด้วยอย่างเช่นเครื่องเขียน เพราะว่าเขามองว่าคนทั่วไปยิ่งคนญี่ปุ่นใช้เครื่องเขียนเยอะ ใช้กระดาษใช้ดินสอใช้ปากกาอะไรอยู่เยอะแต่ว่าร้านเครื่องเขียนในสมัยนี้มันไม่ได้มีเยอะมันจะเป็นยังไงถ้า Daiso สามารถรวบรวมของดีมีคุณภาพเครื่องเขียนยางลบปากกาไม้บรรทัดสมุดจดกระดาษโน้ตแบบนี้ เอามารวบรวมไว้ในราคาที่เหมาะสมเหตุสมผลแล้วก็จริงๆ คือค่อนข้างถูกด้วยซ้ำไปแล้วก็กระจายสาขาให้ได้มากๆ แบบนั้นได้โสดก็น่าจะเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคได้ไม่ยากซึ่งจากแนวคิดเหล่านี้ก็เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้ Daiso สามารถประสบความสำเร็จและพลิกชีวิตจากผู้ชายคนหนึ่งที่เคยเปลี่ยนงานถึง 9 ครั้งทำธุรกิจพังไม่เป็นท่าล้มเหลวติดหนี้ล้มละลายจนในที่สุดการเป็นชายที่มีรายได้กว่าแสนล้านบาทได้สำหรับคุณได้เรียนรู้อะไรบ้าง ตัวผมเองมีอยู่ 3 ข้อคิดด้วยกันที่ผมได้เรียนรู้จากเรื่องนี้เรื่องแรกไม่ว่าเราจะทำอะไรครั้งแรกมักจะยากเสมอเหมือนอย่างเช่นที่คุณยาโนะอยากจะเปิดธุรกิจแรกของตัวเองโดยที่คิดว่ามันทำง่ายมากเลยการเพาะพันธุ์ปลาแต่เอาจริงๆมันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นและแน่นอนว่าถ้าเขาไม่คิดจะลองครั้งที่ 2 เลยไม่คิดจะลองทำธุรกิจที่ 2 ของเขาก็คือร้านไดโซะทุกวันนี้เขาก็คงไม่ได้ประสบความสำเร็จมากขนาดนี้ดังนั้นไม่ว่าครั้งแรกมันจะยากแค่ไหน หรือทำให้คุณล้มเหลวได้ขนาดไหน คุณต้องไม่ลืมว่าคุณควรจะเปิดโอกาสตัวเองให้โอกาสครั้งที่สองกับตัวเองได้ลองทำสิ่งใหม่ๆได้ลองทำในสิ่งที่ตัวเองยังไม่สามารถทำได้แล้วก็ถ้ามันล้มเหลวอีกอาจจะลองให้โอกาสตัวเองครั้งที่ 3 กับที่ 4 ไปเรื่อยๆเพราะไม่มีอะไรการันตีจากสถิติทั่วโลกก็เห็นกันอยู่ว่าไม่ใช่ทุกคนทำครั้งแรกครั้งที่ 2 แล้วก็ประสบความสำเร็จเลยแล้วก็ข้อคิดที่ 2 แล้วก็น่าจะเป็นข้อคิดที่ผู้ประกอบการหลายๆคนน่าจะเอาไปปรับประยุกต์ใช้ได้นั่นก็คือความช่างสังเกตเป็นมูลค่ามหาศาล เหมือนอย่างเช่นร้านค้าร้านหนึ่งที่มีจักรยานจอดอยู่ข้างหน้าเป็นสิบๆคันทุกๆคนที่เดินผ่านแถวนั้นต่างก็เคยเดินผ่านแล้วเห็นจักรยาน 10 คันนี้แน่ๆแต่ทำไมคุณยาโนะถึงสามารถมองเห็นแล้วสนใจมาไป

Eddu คอร์ส

คอร์สออนไลน์ทั้งหมด
สำหรับองค์กร
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

We use cookies, please see our policy and setting

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save
linkedin facebook pinterest youtube rss twitter instagram facebook-blank rss-blank linkedin-blank pinterest youtube twitter instagram