ถ้าคุณคือเจ้าของธุรกิจร้านขายเสื้อผ้าที่ต้องการให้ยอดขายติดเพดาน บทความนี้จะไม่ใช่บทความที่คุณต้องการ เเต่ถ้าคุณคือเจ้าของร้านขายเสื้อผ้าที่อยากให้ยอดขายของคุณโตขึ้นไปมากกว่าเดิม บทความนี้จะเเนะนำวิธีการใช้ Data เเบบที่คุณเองก็เริ่มทำได้

การทำธุรกิจต่างก็มีปัญหาในการเพิ่มยอดขาย เเละยังเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะหาวิธีเเก้ไข เพื่อให้ยอดขายของคุณไม่ติดเพดาน เเล้วจะมีวิธีไหนที่สามารถทำให้ยอดขายของคุณโตขึ้นเรื่อยๆ จาก 1 จนถึง 10 เท่าได้

ผมเชื่อครับว่าคุณที่กำลังจะเริ่มต้นทำธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้า หรือเป็นเจ้าของร้านเสื้อผ้าต่างก็มีสินค้าที่ดีเเละต้องการนำเสนอขายให้กับลูกค้า เเต่ต้องอย่าลืมนะครับว่า ในปัจจุบันนี้สินค้าที่ดีอย่างเดียวไม่พอกับการชนะใจลูกค้า เพราะลูกค้ามีทางเลือกมากมายเพียงเเค่ลูกค้าของคุณใช้มือถือ 1 เครื่อง ก็สามารถเข้าถึงร้านขายเสื้อผ้าได้อีกหลายร้าน

แล้วต้องทำอย่างไรเพื่อให้คุณสามารถชนะใจลูกค้าได้?

คุณที่เป็นเจ้าของกิจการ หรือเจ้าของธุรกิจร้านขายเสื้อผ้าที่กำลังหาอีกหนึ่งวิธีในการเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจของคุณ “Data” จะเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะทำให้คุณสร้างยอดขายที่มากกว่าเดิม เพราะ Data คือ ข้อมูลที่เป็นความจริง ที่จะซัพพอร์ตความรู้สึกของคุณ ว่าสินค้าของคุณดีในสายตาลูกค้ามากเเค่ไหน หรือ ใช่สิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆ ใช่หรือไม่

เพราะ ถ้าคุณอยากจะชนะใจลูกค้า คุณต้องรู้จักลูกค้าหรือคนที่จะมาเป็นลูกค้าของคุณให้มากพอ เพื่อที่จะทำให้ลูกค้าของคุณเกิดความประทับใจ และกลับมาซื้อกลับคุณอีกครั้ง เพราะในทางการตลาดเเล้วค่าใช้จ่ายในการหาลูกค้าใหม่สูงกว่าในการรักษาลูกค้าเดิมมากๆ ดังนั้นถ้าหากคุณต้องการที่จะทำธุรกิจด้วยการใช้ Data หรืออยากที่จะตัดสินใจลงทุนอะไรเเล้วเกิดความเสี่ยงน้อยลง มาพบกันได้ในงาน Data Driven Strategy หลักสูตรสำหรับเจ้าของธุรกิจที่จะเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีใช้ Data ให้ธุรกิจคุณ

ในบทความนี้จะมายกตัวอย่าง Data ทั้ง 5 ตัว ที่คุณเองก็สามารถเริ่มเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ได้ตั้งเเต่ตอนนี้ เพื่อเป็นเเนวทางในการปรับใช้ให้กับคุณว่าธุรกิจร้านอาหารควรเก็บข้อมูลยังไงบ้าง

1. Awareness คือการรับรู้ของลูกค้า เป็นการที่คุณจะต้องรวบรวมข้อมูลเเล้วนำมาตอบให้ได้ว่า ลูกค้าของคุณรู้จักได้อย่างไร รู้จักเเบรนด์ของคุณผ่านช่องทางไหน เพื่อให้คุณสามารถรู้ถึงวิธีการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของคุณได้มากขึ้น และสามารถต่อยอดได้ไปจนถึงการสร้างเเบรนด์เพื่อให้ลูกค้าจำเเบรนด์ของคุณได้

2. จำนวนลูกค้าของคุณ คุณจำเป็นที่ต้องรู้ว่าลูกค้าของคุณมี่กี่คน ใน 1 วันมีคนสนใจเสื้อผ้าหรือสินค้าที่คุณขายมากน้อยขนาดไหน จนถึงคนที่ยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าจากคุณ เพราะจำนวนของลูกค้าในเเต่ละวันจะเป็นตัวเลขที่บอกคุณรู้ถึงเเนวโน้มของธุรกิจคุณได้

3. การชำระเงินต่อครั้ง เป็นการศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าว่า ลูกค้าของคุณจะจ่ายเงินให้กับสินค้าเเบบไหน และไม่เพียงเท่านั้นคุณจะสามารถรู้ได้ด้วยว่า มูลค่าของสินค้าที่ลูกค้ารับรู้ได้ กับการตั้งราคาของคุณเหมาะสมกันมากน้อยเเค่ไหน เพียงเเค่คุณรู้ในจุดนี้คุณจะสามารถรู้ได้ว่าคุณต้องตั้งราคาเเบบไหน เพื่อให้ลูกค้าของคุณซื้อสินค้าจากคุณเพิ่มมากขึ้น

4. การสร้างโอกาสให้ซื้อซ้ำ ซึ่งจำเป็นสำหรับการทำธุรกิจมากๆ ข้อมูลในส่วนนี้คือข้อมูลที่จะบอกคุณว่า ทำไมลูกค้าถึงกลับมาซื้อซ้ำ และจะเป็นเเนวทางให้กับคุณว่าต้องทำอย่างไร เพื่อให้ลูกค้าของคุณกลับมาซื้อสินค้ากับคุณอีก

5. จำนวนสต๊อกสินค้า คุณจำเป็นต้องมีข้อมูลของสินค้าทั้งหมด คุณขายได้หรือรับมามากน้อยเเค่ไหน เพื่อให้คุณสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้กับการจัดการระบบหลังบ้านได้ เพราะคุณต้องอย่าลืมว่าการทำธุรกิจที่ระบบหลังบ้านไม่ดี ย่อมส่งผลต่อระบบหน้าบ้านของธุรกิจ

เเละนี่เป็นเพียงตัวอย่างข้อมูลส่วนหนึ่ง ที่คุณสามารถนำมาปรับใช้กับการทำธุรกิจได้ เเต่ทั้งหมดนี้การที่จะเลือก Data ส่วนไหนมาใช้ก็จะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของคุณ

การทำธุรกิจในยุคนี้ อาจจะไม่ได้ขึ้นอยู่ที่เรื่องของการทำราคาที่ดีกว่าหรือถูกว่าเสมอไป เเต่มันอยู่ที่คุณรู้จักลูกค้าของคุณ ได้มากหรือน้อยขนาดไหนเพราะถ้าคุณรู้จักลูกค้าของคุณมากพอคุณก็จะมีโอกาสที่จะชนะใจลูกค้าได้มากตาม เเล้วถ้าคุณอยากรู้เพิ่มเติมว่า Data มีผลต่อการเพิ่มยอดขายให้คุณได้มากเเค่ไหน คุณสามารถมาเรียนรู้ได้ในงาน Data Driven Strategy หลักสูตร Data สำหรับเจ้าของธุรกิจที่จะเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีใช้ Data ให้ธุรกิจของคุณสร้างรายได้ที่มากขึ้น จาก 1 จนถึง 10 เท่า

คลิกเพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติม

สำหรับการทำธุรกิจความงามเเล้ว ต่อให้มีเครื่องมือดีมากขนาดไหน หรือมีสินค้าเเละการบริการที่ดีมากก็ตาม เเต่ถ้าคุณไม่สามารถที่จะสื่อไปถึงลูกค้าที่จะมาใช้การบริการของคุณได้เลย ก็ไม่ต่างกับการที่คุณกำลังลงทุน ลงเเรงทำธุรกิจ เเบบไม่มีข้อมูลอะไรเลย

ในตอนนี้ที่ธุรกิจความงามมีการเเข่งขันที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ธุรกิจต้องทำอย่างไรกับสถานการณ์ที่มีการเเข่งขันสูงเเบบนี้ ?

👉 Data จึงเป็นคำตอบหนึ่งของคำถามนี้ เพราะในปัจจุบันธุรกิจต้องใช้ข้อมูลในการขับเคลื่อนเพื่อให้คุณสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น เพราะ Data คือสิ่งที่จะทำให้คุณที่ทำธุรกิจด้านความงาม รู้จักลูกค้าของคุณได้จริงๆ

ยิ่งคุณมี Data มากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งรู้จักลูกค้าที่จะมาใช้บริการของคุณมากขึ้นเท่านั้น เพราะถ้าคุณไม่รู้จักลูกค้าของคุณเลย ถือว่าเป็นเรื่องยากมากๆ ที่คุณจะทำธุรกิจในยุค Digital เเบบนี้

ซึ่งการที่จะเลือกใช้ Data ทั้ง 5 ตัวนี้ ก็จะขึ้นอยู่กับเป้าหมายของธุรกิจด้วย ว่าคุณต้องการข้อมูลเเบบไหน แต่วันนี้จะมายกตัวอย่างให้ดูว่าคลินิกเสริมความงามควรเก็บข้อมูลอะไรบ้าง

1.Awareness คือการรับรู้ของลูกค้า คุณต้องรู้ว่าเมื่อพูดถึงแบรนด์ของคุณ ลูกค้ารู้จักในทันทีเลยหรือเปล่า ซึ่งสำหรับ Data ในส่วนนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจในการทำการตลาดและการสร้างแบรนด์ ว่าควรลงทรัพยากรในการทำเพิ่มขึ้นหรือลดลง

2.จำนวนผู้ใช้บริการ สำหรับ Data ตัวนี้จะทำให้คุณรู้ว่า ในแต่ละวันแต่ละเดือนหรือแต่ละปี คุณมีลูกค้าของคุณมากน้อยเท่าไหร ซึ่งมันสามารถนำมาใช้พิจารณาในการปรับปรุงการบริการ, การทำการตลาด, บรรยากาศในร้าน ฯลฯ

3.การชำระต่อรอบบริการ สำหรับ Data ตัวนี้จะช่วยให้คุณเห็นพฤติกรรมของลูกค้าในการซื้อบริการของคุณ คุณสามารถนำไปปรับปรุงและพัฒนากระบวนการในการ Upsell ได้ และนอกจากนี้มันยังช่วยกรองเกรดลูกค้าให้คุณ เพื่อใช้ในการทำ CRM ได้

4.อัตราการเลิกใช้ คือการที่คุณต้องหาข้อมูลที่จะทำให้ลูกค้าสนใจใช้บริการคุณอีกครั้ง เพื่อเป็นการลดโอกาสที่คุณจะเสียลูกค้า เช่นคุณต้องรู้ว่าทำไมลูกค้าถึงเลิกใช้บริการ หรือทำไมถึงใช้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาปรับใช้ให้ธุรกิจของคุณสามารถดึงลูกค้าให้กลับมาใช้บริการได้อีก

5.Retention คือการที่คุณต้องหาข้อมูลที่จะทำให้ลูกค้าเลือกที่จะกลับมาใช้บริการอีกครั้ง เป็นการสร้างอัตราการซื้อซ้ำให้กับธุรกิจ เช่น การนำเสนอสิ่งที่ลูกค้าสนใจจริงๆ นี่คือจุดหลักสำคัญของ Retention คุณจะต้องมีข้อมูลของลูกค้าที่ใช้บริการ เพื่อที่จะทำให้เกิด Retention ขึ้นมาได้

👉 จะเห็นได้ว่า 5 ข้อมูลนี้คุณจะสามารถหาได้ตั้งเเต่ที่คุณเริ่มมี ลูกค้าคนเเรกที่มาใช้บริการกับธุรกิจของคุณ ถ้าคุณรวมรวบข้อมูลเหล่านี้จนมีมากพอ คุณจะสามารถรู้ได้ว่า กลุ่มลูกค้าของคุณคือใคร มีความต้องการเเบบไหน เเละอีกหลายสิ่งที่ข้อมูลจะทำได้ เพื่อให้คุณได้เปรียบมากกว่า และชนะใจลูกค้าของคุณได้ดีกว่า

ถ้าคุณคือผู้บริหารหรือเจ้าของธุรกิจคลินิก ที่อยากรู้ข้อมูลทั้ง 5 ตัวมากกว่านี้ จนไปถึงต้องการรู้ว่าเก็บ Data เเบบไหนถึงจะดี แล้วต้องนำ Data ที่มีมาใช้ประโยชน์เเบบไหนเพื่อให้ดีกับธุรกิจของคุณจริงๆ คุณสามารถมาเรียนรู้เพิ่มเติมได้ในคอร์สสด Data Driven Strategy หลักสูตรที่จะช่วยให้คุณใช้ Data ขับเคลื่อนธุรกิจคุณเเบบก้าวกระโดด

คลิกเพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติม

หลักการในการทำธุรกิจในโลกนั้นมีมากมาย มีหลากหลายล้านเรื่องราวที่ให้ได้เรียนรู้ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมที่คุณทำอยู่หรือขนาดของธุรกิจของคุณ ฯลฯ แต่ไม่ว่าคุณจะศึกษาข้อมูลมาจากที่ไหนหรือว่าจะอ่านตำรามาสักกี่เล่ม แต่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุด ในการทำธุรกิจต้องมีเพียง 5 พื้นฐานนี้

ซึ่งเราจะช่วยสรุปสิ่งที่คุณควรโฟกัสในการทำธุรกิจและช่วยให้คุณทบทวนว่าคุณบริหารธุรกิจได้ดีแล้วหรือยัง

👉 การบริหารจัดการ

การวางระบบ คือหนึ่งในการบริหารจัดการซึ่งเปรียบเสมือนการวางกระดูกสันหลังให้กับธุรกิจ ในวันที่คุณเริ่มธุรกิจคุณอาจเริ่มต้นมาด้วยตัวคนเดียวหรือเริ่มมาด้วยทีมเล็ก ๆ ซึ่งการบริหารจัดการระบบคงไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไร เพราะระบบก็คือตัวคุณเอง

แต่เมื่อวันที่ทีมของคุณขยายใหญ่ขึ้นคุณจะมีเรื่องให้บริหารจัดการเยอะขึ้น เชื่อได้ว่าคงมีเรื่องไม่น้อยที่จะทำให้คุณปวดหัวกับการบริหารจัดการและปล่อยมือกับสิ่งที่ทำไม่ได้ เพราะเกิดมาจากคุณวางระบบเป็นตัวเอง

หากคุณทำธุรกิจพร้อมกับวางระบบให้กับทุกเรื่อง เช่น ระบบการวัดการวัดผล คุณก็รู้ว่าคุณกำลังทำอะไรและจะไปถึงเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ หรือระบบเรื่องของคน คุณก็จะได้คนที่ทำงานตรงกับความต้องการของคุณ ฯลฯ

👉 การตลาด

คงมีหลาย ๆ ท่านที่กำลังทำธุรกิจและสนใจในเรื่องของการตลาดเป็นพิเศษ เพราะเป็นวิธีที่ทำให้คนรู้จักและช่วยหาเงินให้กับธุรกิจของคุณ หลาย ๆ คนอาจคิดว่าการทำการตลาดนั้นจำเป็นต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อที่จะช่วยดึงดูดให้มีลูกค้าเข้ามา ซึ่งไม่ใช่ความคิดที่ผิด

แต่นอกจากความคิดสร้างสรรค์ที่ต้องมีแล้วสิ่งที่คุณควรให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือสิ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้า ต่อให้คุณสรรค์สร้างโฆษณาที่สร้างสรรค์เพียงใด แต่หากไม่ตอบโจทย์กับสิ่งที่ลูกค้าต้องการหรือไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้ เขาก็คงเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชมผลงานโฆษณาที่สร้างสรรค์ของคุณเพียงเท่านั้นแต่ไม่ใช่คนที่จะเป็นลูกค้าของคุณ

👉 การสร้างแบรนด์

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ถือเป็นกระบวนการที่สำคัญและถูกพูดถึงอยู่บ่อย ๆ เพราะ Branding เปรียบเสมือน จุดยืน บุคลิกภาพ ภาพลักษณ์ และความเป็นตัวตนของแบรนด์ ซึ่งเหมือนเป็นการสื่อสารคุณค่าและภาพลักษณ์ของแบรนด์ออกไปให้ผู้คนได้รับรู้

การสร้างแบรนด์มีเป้าหมาย เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ทำให้ผู้คนจดจำ และช่วยเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจ โดยมีองค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อให้สร้างภาพจำ เช่น ชื่อแบรนด์ โลโก้ สโลแกน กลยุทธ์การเล่าเรื่อง เป็นต้น

👉 การเงิน

เป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะซับซ้อนและเข้าใจยากที่สุด เชื่อว่าเจ้าของธุรกิจหลายท่านปวดหัวกับเรื่องนี้ไม่ใช่น้อย ซึ่งจริง ๆ แล้วมีเทคนิคง่ายนิดเดียว หน้าที่ของการเงินคือ คุณต้องหาเงินให้ได้มากว่าที่ต้องจ่ายไปและคุณควรจะให้ความสำคัญกับเรื่องจุดคุ้มทุนและระยะเวลาคืนทุน ซึ่งจะช่วยให้คุณบริหารเงินได้ดีและช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการหมุนเงินอีกด้วย

👉 การบริหารคน

หลาย ๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นในธุรกิจปฎิเสธไม่ได้ว่าส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากคน ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาที่ยากที่สุดส่วนหนึ่งในทุกภาคส่วนชองธุรกิจ ไม่ว่าจะขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่

ทรัพยากรบุคคลเป็นสิ่งที่มูลค่าสูง การบริหารจัดการคนจึงเป็นสิ่งสำคัญและเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจ เพราะการมีพนักงานที่เหมาะสมกับงาน ใช้ความรู้ ความสามารถให้การทำงานได้อย่างเต็มที่ สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ มีความเข้าใจและเหมาะสมกับองค์กร จะสามารถช่วยผลักดันให้ธุรกิจของคุณไปต่อได้

จาก 5 พื้นฐานสำคัญในการทำธุรกิจ ทุกด้านล้วนมีความเชื่อมโยงและผูกพันธ์กันอยู่ การวางระบบ คือกระดูกสันหลังในการทำธุรกิจ จะช่วยให้คุณเข้าใจและวางแผนในการทำธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการทำการตลาดที่จะทำให้ผู้คนได้รู้จักคุณ, การสร้างตัวตนของธุรกิจคุณเพื่อที่จะให้คนได้เข้าใจและรับรู้คุณค่าในสิ่งที่คุณเป็น, การบริหารจัดงานเงินที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณดำเนินต่อไปได้ และการบริหารจัดการคนที่จะช่วยส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนขององค์กรมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

หวังว่าบทความนี้ จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนที่กำลังทวบทวนถึงการบริหารธุรกิจอยู่ไม่มากก็น้อย หากคุณยังบริหารจัดการ 5 พื้นฐานนี้ไม่ดีพอ หรือยังไม่สามารถหาทางออกได้

หลักสูตร XMBA สรุป MBA ใน 2 สัปดาห์ ที่จะสอนทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ในการทำธุรกิจ จะช่วยให้คุณได้ความรู้ แนวคิดใหม่ ๆ ที่สามารถนำไปปรับใช้ และแก้ปัญหาของคุณได้

คลิกเพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติม

เมื่อการเข้ามาของอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี ที่ทำให้คนสามารถออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา  และเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนทั่วโลก ทั้งในเรื่องของการเปิดรับสื่อใหม่ ๆ รวมไปถึงโลกของการตลาด ที่การจับจ่ายใช้สอยทำได้อย่างง่ายดาย ด้วยปลายนิ้วคลิก ดังนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เจ้าของธุรกิจและนักการตลาด เริ่มปรับตัวจากการตลาดแบบเดิม มาสู่การทำการตลาดดิจิทัล เพื่อให้สามารถตีตลาด สร้างการรับรู้และเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น เพราะใครก็ตามที่ไขความลับของจักรวาลการตลาดดิจิทัลนี้ได้ก่อน ก็จะกลายเป็นเจ้าของส่วนแบ่งเค้กชิ้นใหญ่ในตลาดทันที และในบทความนี้ เราจะพาทุกคน ไปทำความรู้จัก Digital Marketing ว่าคืออะไร ทำไมจึงสำคัญ และเป็นที่ต้องการในยุคนี้

นิยามของ Digital Marketing

Digital Marketing Definition

คำกล่าวด้านบนนี้ เป็นนิยามของคำว่า “Marketing” จาก Philip Kotler ปรมาจารย์และนักการตลาดผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก ที่สื่อความหมายว่า “การตลาด คือ ศาสตร์และศิลป์ในการ สำรวจ สร้างสรรค์ และส่งมอบสิ่งที่มีค่า เพื่อสร้างความพึงพอใจและตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ในรูปแบบที่สามารถทำกำไรให้บริษัทได้” 

และความหมายของ Digital Marketing คือ การทำการตลาดผ่านระบบ Digital โดยมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic) เช่น computer, tablet หรือ smart phone เป็นสื่อกลาง  เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ใช้งานในโลกออนไลน์ ทั้ง Search Engine, Website, E-mail, Social Media ไปจนถึง Mobile Application รวมไปถึงการทำการตลาดโดยการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล เช่น ทีวี วิทยุ podcast รวมถึง ดิจิทัลบิลบอร์ด ที่เรามักเห็นตามถนนหรือทางด่วนต่าง ๆ อีกด้วย 

Digital Marketing สำคัญอย่างไร?

Digital _ report _dataportal

จากข้อมูลการรายงานของ Datareportal ประจำปี 2023 

Digital report in thailand 2023

เมื่อเราเห็นข้อมูลจากสถิติทั้งของทั่วโลก และประเทศไทย ยิ่งเป็นตัวบ่งบอกว่าการทำ Digital Marketing ในปัจจุบันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก เพราะหากเราไม่ปรับให้ทัน เราอาจสูญเสียลูกค้าให้คู่แข่งไปมากมาย

 Guglielmo Marconi

จุดเริ่มต้นของ Digital Marketing เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในปลายปี 1980 และได้รับความนิยมในต้นปี 2000 แต่จริง ๆ แล้วจุดเริ่มต้นของการตลาดดิจิทัลมีมากว่า 100 ปีที่แล้ว และผู้บุกเบิกการตลาดแบบดิจิทัลนี้กลับไม่ใช่นักการตลาด แต่เป็นวิศวกรไฟฟ้าชาวอิตาลี ชื่อว่า Guglielmo Marconi (กูลเยลโม มาร์โกนี) 

ในปี 1896 Gugliemo Marconi เป็นผู้พัฒนาระบบโทรเลขไร้สาย หรือเรียกว่า วิทยุ และเป็นคนแรกที่สาธิต "การส่งสัญญาณวิทยุ" โดยบอร์ดแคสเกี่ยวกับการแสดง THE METROPOLITAN OPERA และ ผลคือ มีคนที่ซื้อตั๋วการแสดงรอบนั้น! และเหตุการณ์นี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นการทำการตลาดดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรก และต่อมาวิทยุก็เริ่มเข้าถึงประชาชนทั่วไปมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสของนักการตลาดที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้

ประเภทของ Digital Marketing

การตลาดดิจิทัล มีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย โดยส่วนใหญ่นักการตลาดจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ การทำการตลาดดิจิตัลแบบออนไลน์ และแบบออฟไลน์

Online Digital Marketing

เป็นการทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ โดยมีอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลาง แบ่งย่อยได้อีก 6 ประเภท ดังนี้

Search Engine Optimization หรือ SEO

example of SEO by eddu
ตัวอย่างของการทำ Search Engine Optimization

Search Engine Optimization เป็นการปรับแต่งเว็บไซต์ของเรา ให้เหมาะสมกับเครื่องมือค้นหาของ Seach Engine ต่าง ๆ เช่น Google, Yahoo หรือ Bing  เพื่อให้เพิ่มโอกาสในการได้ติดอันดับ และเพิ่ม Traffic การเข้าชมของกลุ่มเป้าหมาย โดยการปรับแต่งที่ว่านี้ประกอบไปด้วย

โดยยิ่งปรับแต่งเว็บไซต์ได้เหมาะกับเครื่องมือค้นหา (Search Engine) มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ของเรามีอันดับที่ดีขึ้นได้มากเท่านั้น และมักให้ผลลัพธ์ในระยะยาว โดยที่เราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลย

Search Engine Marketing หรือ SEM

หมายถึง การทำให้หน้าเว็บไซต์ที่เราต้องการขึ้นหน้าแรกของการค้นหาใน Search Engine ทันที โดยการทำ SEM นี้จำเป็นที่จะต้องมีการทำ Keyword Research และวิเคราะห์ตลาดรวมถึงคู่แข่ง เนื่องจากเราจำเป็นที่จะต้องเสียเงินเพื่อซื้อ Keyword นั้น ๆ โดยมักจะเสียค่าใช้จ่ายตามจำนวนที่กลุ่มเป้าหมายทำการคลิก จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า Pay-per-click advertising หรือ PPC นั่นเอง ตัวอย่างของการทำ SEM เช่น

SEM Search Ads Example by eddu

Search Ads : เป็นโฆษณาที่จะแสดงบนหน้าค้นหาตาม Keywords ที่เราซื้อไว้ เมื่อมีคค้นหาผ่าน Search Engine โฆษณาของเราก็จะปรากฏในหน้าแรกทันที โดยจะสังเกตได้จากคำว่า “Ads” หรือ “ได้รับการสนับสนุน” ตรงมุมด้านซ้ายของหน้าเพจนั้น ๆ

Shopping Ads : เป็นโฆษณาที่จะแสดงผลเป็นภาพสินค้าบนหน้าค้นหา ตาม Keywords ที่เราซื้อไว้

YouTube Ads : โฆษณาที่จะแสดงเป็นวีดีโอ หรือหน้าเว็บไซต์ เมื่อผู้คนค้นหาในหรือรับชมวีดีโอบน YouTube

Social Media Marketing (SMM)

Social Media Marketing
Social Media Marketing

เป็นการทำการตลาดที่เน้นการสร้างคอนเทนต์ และยิงโฆษณา ผ่านทาง Social Media เช่น Facebook, Instagram, Tiktok, LINE, Twitter, YouTube, LinkedIn ไปจนถึง น้องใหม่อย่าง Threads เพื่อใช้ในการสื่อสาร และโปรโมทสินค้า แบรนด์ ให้กลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าเกิดการรับรู้มากที่สุด โดยเราสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างมากมาย ตั้งแต่การสร้างการรับรู้ การสร้างยอดขาย ไปจนถึงการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า ทั้งยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เราสามารถนำมาใช้ในการหาข้อมูล insight ใหม่ ๆ รวมถึงศึกษาคู่แข่งได้ด้วย

Content Marketing 

Content Marketing
Content Marketing

เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่สุด ของการทำการตลาดดิจิทัลเลยทีเดียว ที่เรามักจะได้ยินคำกล่าวอมตะเสมอ ๆ ว่า “Content is King” เพราะแก่นสำคัญที่สุดของการทำการตลาด ก็คือการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบ บทความ โพสต์ วีดีโอ อินโฟกราฟิก รวมถึงอีเมลล์ ก็ล้วนจำเป็นต้องมี Content ทั้งสิ้น

และการทำคอนเทนต์ที่ดี ควรมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ทั้งในเรื่องของกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการสื่อสาร และตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า เราต้องการทำ content นี้เพื่ออะไร เช่น การให้ความรู้  สร้างความน่าเชื่อถือ ให้แรงบันดาลใจ ให้ความบันเทิง หรือต้องการขาย เพื่อที่เราจะได้วัดผลได้อย่างถูกต้อง

Email Marketing 

email marketing

Email Marketing เป็นหนึ่งในรูปแบบ การทำการตลาดสุดคลาสสิก และมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเราสามารถควบคุมสื่อที่ออกไป เช่น

  • การแจ้งโปรโมชั่นพิเศษ
  • การโปรโมทสินค้าหรือบริการใหม่ ๆ
  • การแชร์บทความหรือการแจ้งข่าวสาร
  • เลือกส่งข้อมูลให้ลูกค้าแบบ Personalize

แม้ว่าจะมีช่องทางการสื่อสารใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ก็ยังมีผู้ที่ใช้อีเมลล์อยู่ทั่วโลกกว่า 4.5 พันล้านคน และนอกจากนี้ การใช้ Email Marketing ยังให้  Return On Investment สูงถึง 36 ดอลลาร์ ต่อการลงทุน เพียง 1 ดอลลาร์ เท่านั้น 

Affiliate Marketing

เป็นการตลาดโดยใช้นายหน้า หรือ Influencer ที่มีชื่อเสียง เพื่อบอกต่อสินค้าหรือบริการ เป็นอีกหนึ่งรูปแบบใหม่ที่ช่วยเพิ่มยอดขายและสร้างรายได้ออนไลน์ ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งแบรนด์และนักการตลาด โดยส่วนมาก ผลตอบแทนของการทำ Affiliate Marketing จะออกมาในรูปแบบของยอดขายที่นายหน้าคนนั้นทำได้ แต่สำหรับบางธุรกิจก็ให้ผลตอบแทนหรือรางวัลกับคนที่ทำ Affiliate Markteting กับแบรนด์ในการหา Lead, หา Traffic ใหม่ ๆ หรือหาคนที่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบของธุรกิจด้วย

Affiliate Marketing eddu
Affiliate Marketing

Offiline Digital Marketing

Offline Digital Marketing : เป็นการทำการตลาดโดยใช้เทคโนโลยี Digital หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วย แต่ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต โดยในบทความนี้จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

Digital Out Of Home หรือ Digital Billboard 

เป็นอีกสื่อประเภท Offine Digital Marketing ที่ได้รับความนิยมจากนักการตลาดทั่วโลก ซึ่งในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา มีการนำเทคโนโลยี Digital เข้ามาใช้งาน แทนป้ายโฆษณาแบบเดิม จนกลายเป็น Digital LED Billboard ในปัจจุบันที่สามารถทำงานเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีสื่อสมัยใหม่ ที่เพิ่มลูกเล่นได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น QR Code,  Augmented Reality (AR), GPS เป็นต้น 

Digital Billboard in OSAKA, JAPAN

Radio Marketing 

หลายคนอาจมองว่าการทำการตลาดผ่านวิทยุ เป็นวิธีที่ล้าสมัยไปแล้ว และคงไม่ค่อยได้ผลในปัจจุบัน แต่หากดูตามข้อมูลสถิติแล้ว กลับตรงกันข้าม เนื่องจาก

83% ของชาวอเมริกัน ฟังวิทยุทุกสัปดาห์

ในหนึ่งวันมีคนใช้เวลาฟังรายการวิทยาเฉลี่ย 99 นาที/วัน

และเมื่อการโฆษณาผ่านวิทยุ ถูกนำมาทำให้ทันสมัยยิ่งขึ้นเป็นรายการพอดแคสต์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน  ที่ผู้จัดรายการสามารถสอดแทรกโฆษณาต่าง ๆ ไว้ในช่วงต่าง ๆ ของรายการเลยทีเดียว 

Radio Marketing 

Mobile Marketing

จากต้นบทความที่พูดถึงสถิติของคนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต ที่มีมากถึง 68% และ 90 % ของคนสะดวกใจที่จะรับข้อความจากธุรกิจ มากกว่าการพูดคุยโทรศัพท์ ดังนั้นการทำ Mobile Marketing จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางของ Offline Digital Marketing ที่แบรนด์และนักการตลาด ไม่ควรละเลย  และเราสามารถนำอย่างไรได้บ้าง มาดูกัน

การโทร และ การส่งข้อความ

แม้เทคโนโลยีจะล้ำหน้าไปมาก แต่การโทรติดต่อกลับยังคงเป็นเทคนิคทางการตลาดที่ใช้ได้ผล โดยมีอัตราความสำเร็จโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2 เปอร์เซ็นต์  ในทางกลับกันการทำการตลาดผ่านการส่งข้อความหรือ SMS ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า โดยมีอัตราการเปิดอ่านที่ 98 เปอร์เซ็นต์ 

มีหลายวิธีในการใช้ประโยชน์จากการตลาดผ่านข้อความ เช่น คูปอง และส่วนลดพิเศษ เหมาะสำหรับร้านอาหารเพื่อเพิ่มลูกค้าและเปลี่ยนลูกค้าที่เข้ามาเป็นขาประจำ

ยกตัวอย่าง Case study ที่น่าสนใจ อย่าง Mc’Donald

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 McDonalds ได้เปิดตัวแคมเปญพิเศษบนโซเชียลมีเดีย ให้ผู้คนสามารถเลือกเข้าร่วมได้ โดยส่งข้อความไปยังหมายเลขที่ Mc'Donald ระบุไว้ 

“Text me if u want in on a life-changing opportunity this is not a drill 707-932-4826.” 

เมื่อมีคนส่งข้อความไปยังหมายเลขนั้น พวกเขาจะได้รับข้อความอัตโนมัติ เพื่อให้ตอบกลับการเข้าร่วมกิจกรรม และข้อตกลงเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวต่าง ๆ

ตามมาด้วยข้อความแนะนำตัว คำขอเพิ่มหมายเลขติดต่อ และ เขตเวลาของผู้ใช้ เพื่อเก็บข้อมูลไว้ในอนาคต ไม่ให้ระบบส่งข้อความไปกวนในเวลาที่ลูกค้าไม่สะดวก และแคมเปญนี้ได้รับผลตอบรับอย่างเหลือเชื่อเลย

เราลองมาวิเคราะห์แคมเปญการตลาด SMS ของ Mc'Donald

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Mc'Donald ได้ที่ >> McDonald’s ใช้ Localized Marketing ยังไง ?! ถึงครองความเป็นยักษ์ใหญ่ของธุรกิจฟาสต์ฟู้ดได้สำเร็จ

นอกจากนี้ยังสามารถใช้ Mobile Marketing เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการทำ CRM ให้ลูกค้าได้อีกด้วย ซึ่งถือว่าตอบโจทย์การทำ Digital Marketing โดยที่มีต้นทุนไม่สูงมากนัก และทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับจักรวาลการทำ Digital Marketing ที่เรานำมาฝากกัน สำหรับใครที่สนใจเรียนรู้ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม 

รายละเอียดเพิ่มเติม >> หลักสูตร Digital Marketing

Reference : 

https://kotlermarketing.com/phil_questions.shtml

https://datareportal.com/reports/digital-2023-thailand

https://www.nrn.com/quick-service/mcdonald-s-steps-its-sms-marketing-efforts

https://twitter.com/HuinGuillaume/status/1595170047378558976/photo/1

👉 ในปัจจุบันองค์กรที่ให้ความสำคัญกับ Data ตั้งเเต่การรวบรวมข้อมูลไปจนถึงการนำมาใช้ในการตัดสินใจ มักจะเป็นองค์กรที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และนี่อาจจะเป็นกุญแจสำคัญดอกหนึ่ง 🔑 ที่ถ้าคนทำธุรกิจขาดไป ก็จะทำให้คุณไม่สามารถอยู่ในยุคที่มีการเเข่งขันสูงเเบบนี้ได้ 🎯 นี่จึงเป็นเหตุผลที่ ทำไมผู้บริหาร ถึงต้องใช้ Data เพราะ Data คือความจริง เป็นข้อมูลที่ผู้บริหารหรือเจ้าของธุรกิจสามารถนำมาใช้ในการตัดสินใจเเละวัดผลได้

👉 และที่สำคัญ Data ไม่เพียงเเค่ช่วยในการตัดสินใจเท่านั้น เเต่คุณยังสามารถนำ Data มาใช้ในการบริหารองค์กร หรือใช้เพื่อการดูแลพนักงานได้ เพราะเหตุนี้ Data จึงเป็นสิ่งที่ผู้บริหารจะมองข้ามไม่ได้

3 เหตุผลว่าทำไมผู้บริหารหรือเจ้าของธุรกิจ ไม่ควรมองข้าม Data

  1. คุณสามารถนำมาปรับใช้กับพนักงานของคุณได้
    เพื่อให้คุณสามารถติดตามงาน หรือเข้าใจพฤติกรรมของพนักงานในองค์กรของคุณมากขึ้น ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงาน เเละการดูเเลพนักงาน ❤️ เพราะการที่คุณไม่รู้เกี่ยวกับพนักงานของคุณเลย คุณอาจจะเสียพนักงานของคุณไปโดยที่คุณไม่รู้ตัว
  2. คุณจะเข้าใจลูกค้าของคุณมากขึ้น
    เมื่อคุณมีพฤติกรรมของลูกค้าคุณ เป็น Data แล้ว ก็ถือว่าธุรกิจของคุณก็ย่อมมีความได้เปรียบ เพราะ เมื่อคุณมีข้อมูลที่มากพอ คุณก็จะรู้ได้ว่าลูกค้าของคุณต้องการอะไร และหากคุณสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ได้เเบบถูกวิธี 📊 คุณก็จะเข้าใจลูกค้าของคุณมากขึ้น รู้ว่าลูกค้าของคุณชอบอะไร มีพฤติกรรมเเบบไหน เพื่อให้คุณสามารถปิดการขายได้ รวมไปถึงการนำ Data 🌐 ที่มีมาสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดได้ เช่น การทำ ให้ลูกค้าที่เป็นขาจร เปลี่ยนเป็นลูกค้าขาประจำ หรือการที่ต่อให้คุณทำสินค้าใหม่ออกมา ก็จะการันตีได้ว่ายังไงก็ปัง!!
  3. คุณจะสามารถก้าวทันความเปลี่ยนแปลง
    Data ที่คุณมีสามารถบอกได้ว่า เทรนด์เเบบไหนดี เทรนด์เเบบไหนไม่ดีสำหรับธุรกิจคุณ เพื่อให้ Data เป็นตัวช่วยในการบริหารความเสี่ยงให้กับธุรกิจ 📈 เพราะ Data จะเป็นทั้งเครื่องมือในการลดความเสี่ยง และช่วยให้คุณตัดสินใจได้ดีมากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างธุรกิจระดับโลกที่นำ Data มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Netflix มักจะนำเสนอหน้าเเรกเป็นคอนเทนต์ที่ถูกใจคนดู หรือมักจะทำให้คนดูสนใจได้เสมอ เป็นเพราะว่า Netflix ได้ใช้ Data ในการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้งานเเต่ละคน เพื่อที่จะนำเสนอคอนเทนต์ที่คุณจะสนใจ และไม่เพียงเเค่ใช้ในการนำเสนอ เเต่ยังสามารถใช้ Data ในการผลิตภาพยนต์ที่ตรงใจผู้ใช้งาน

อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดังอย่าง McDonald’s คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมไม่ว่าจะเปิดร้านกี่สาขา ก็ประสบความสำเร็จ และทำอาหารได้ถูกปากคนทานตลอด เป็นเพราะว่า McDonald’s ใช้ Data ในการปรับปรุงทั้งสินค้าเเละบริการ

.

ในตอนนี้ที่ทุก ๆ อย่างสามารถมาเป็น Data ให้กับเราได้ มันคือยุคที่เราเเข่งขันกันช่วงชิงข้อมูล เพื่อสร้างโอกาสให้กับธุรกิจมากที่สุด และการที่ธุรกิจมี Data เป็นตัวขับเคลื่อน Data เหล่านี้จะทำให้คุณชนะเกมการตลาด ในประเภทธุรกิจที่คุณกำลังเเข่งขันอยู่

และถ้าหากคุณสนใจหรือต้องการที่จะศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Data เพื่อนำมาใช้ในการบริหารธุรกิจ สามารถมาเจอกันได้ใน คอร์สสด Data Driven Strategy หลักสูตรที่จะช่วยให้คุณมีข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อน ในการทำธุรกิจ และใช้ Data สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าในระยะยาวได้ สนใจรายละเอียดคลิกที่รูปภาพได้เลย

คลิกเพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติม

ในบทความนี้ จะพาทุกคนมาดู หนึ่งในเคล็ดลับความสำเร็จ จาก Business Model Canvas ของ BMW แบรนด์รถหรูสัญชาติยุโรป ที่มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1916 และครองใจผู้คนได้มากกว่า 140 ประเทศทั่วโลก โดยในปี 2022 BMW Group สร้างรายได้กว่า 5,275 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว

เคล็ดลับความสำเร็จของ BMW คืออะไร?

หากหลายคนเคยเห็นหรือเคยศึกษา Business Model Canvas ของ BMW จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทาง BMW ได้ให้ความสำคัญกับ Key Partner เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ บริษัทที่จะมาเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับแบรนด์ ซึ่งแน่นอนว่าบริษัทใหญ่ที่มีมาตรฐานอย่าง BMW  นั้นต้องขั้นตอนและวิธีการคัดเลือก Key Partner ที่เหมือนกันทั่วโลกและมีการจัดการอย่างเป็นระบบ

Business Model Canvas ของ BMW จาก finchandbeak
Business Model Canvas ของ BMW จาก Finch and Beak

แต่ละบริษัทที่ได้คัดเลือก เป็นตัวแทนจัดจำหน่าย (Dealers) ของ BMW จะถูกสำรวจจากหน่วยงานฝ่ายพัฒนาเครือข่าย Dealers ทั้งในด้านพื้นที่ วิสัยทัศน์ของบริษัท และแผนการดำเนินธุรกิจ อย่างละเอียด ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว รวมถึงยอดประมาณการ จำนวนรถยนต์ ที่ทางบริษัทจะสามารถขายได้ พร้อมบริการหลังการขาย ที่จะเกิดขึ้นเพื่อรองรับความคาดหวังของลูกค้าที่ต้องการซื้อรถแบรนด์ BMW ซึ่งมีความต้องการระดับสูง

BMW SHOW ROOM - EDDU

อย่างในประเทศไทยของเรานั้นบริษัท BMW มีผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการเพียง 29 สาขาเท่านั้น แต่สามารถครอบคลุม พื้นที่สำคัญทั้งใน ภูเก็ต ขอนแก่น เชียงใหม่ หาดใหญ่ พัทยา และ อื่น ๆ ทำให้เป็นแบรนด์รถยนต์ที่แข็งแกร่ง น่าเชื่อถือ และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก

BMW กับ กลยุทธ์ที่เน้นความมั่นคง 

หนึ่งในงานวิจัยจาก มหาวิทยาลัยชินวัตร พบว่า 60% ของกลยุทธ์ในระดับองค์กร ที่มีผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ BMW คือ กลยุทธ์ที่เน้นความมั่นคง ซึ่ง BMW นั้น จะเน้นไปที่คุณภาพของการบริหารจัดการและการบริการ มากกว่าการรีบเพิ่มจำนวนของ Dealor และ Distributor เพื่อแข่งกับแบรนด์รถยนต์เจ้าอื่น แม้จะมีผู้สนใจเป็นตัวแทนจำหน่ายต่อแถวเป็นจำนวนมากก็ตาม

การเปลี่ยนโฉม Business Model เดิม สู่รูปแบบใหม่

ปัจจุบัน BMW ได้มีความตั้งใจในการเปลี่ยนแปลง Business Model จาก European Dealers สู่รูปแบบ Genuine Agency Model ที่ทำให้แบรนด์สามารถควบคุมสินค้าคงคลัง และการกำหนดราคาให้สอดคล้องกับตลาดได้มากขึ้น โดยจากเดิม ที่ทางแบรนด์จะขายส่งสต็อกสินค้า ให้ตัวแทนจำหน่าย แต่มีการปรับเปลี่ยนเป็นการออกใบแจ้งหนี้ให้กับลูกค้าโดยตรง และมีการปันผลเป็นค่าธรรมเนียมแก่ตัวแทนจำหน่าย ที่ช่วยอำนวยความสะดวก ในการบริการลูกค้า ทั้งเรื่องของการทดลองขับ การซื้อ และ การรับสินค้า

BMW Drive in

นอกจากนี้ BMW ยังได้ทำการให้ความรู้กับพนักงานขาย เพื่อให้เกิดความรู้สึกผูกพันธ์และเข้าใจถึงข้อมูลสินค้า ที่นำเสนอลูกค้า และอีกทั้ง ยังมีบริการหลังการขาย ที่กลุ่มคนรักรถหลายท่าน ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า

" กลุ่มคนรักรถหลายท่าน ล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า BMW ยืนหนึ่งเรื่องการบริการ "

ทั้งในการของการให้ข้อมูล การช่วยเหลือลูกค้า การซ่อมแซม การรับประกัน และบริการอื่น ๆ นอกจากนี้สิ่งที่ให้ BMW ครองใจลูกค้าได้อย่างยาวนาน คงหนี้ไม่พ้น ความใส่ใจในรายละเอียดตั้งแต่การใส่ใจมาตรฐาน คุณภาพของสินค้า และการพัฒนาไลน์สินค้าให้ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า และยังมีการทำการตลาดที่ดึงดูดลูกค้าได้อยู่หมัด

BMW HEADQUARTERS

ด้วยรูปแบบการวาง Business Model ใหม่ของ BMW Group นี้ยังช่วยสร้างความโปร่งใส ด้านราคา และเป็นการรับประกันได้ว่าลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่เหมือนกัน และสอดคล้องกันในทุกช่องทางการขาย และด้วยเพราะเหตุนี้ BMW จึงได้ครองใจสาวกนักขับได้แบบไม่มีข้อยกเว้น

และสำหรับผู้ที่สนใจเรื่องการวางแผนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนแบบ BMW

แนะนำหลักสูตร

วางกลยุทธ์ธุรกิจด้วย BMC ให้มั่นคง ก่อนจะเดินไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลัง

คุณจะได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจความสำคัญของการใช้ BMC และการประยุกต์ใช้แผนธุรกิจในการดำเนินธุรกิจ

รายละเอียดเพิ่มเติม >> https://eddu.org/business-model-canvas-detail/

Reference :

https://www.bmw.co.th/th/fastlane/dealer-locator.html
https://www.blockdit.com/posts/5f4e4fb5c6e55378268c4829
http://gotomanager.com/content/780/
https://www.carexpert.com.au/car-news/bmw-exploring-agency-sales-model
https://www.finchandbeak.com/1048/sustainable-innovation-bmw-business-model.htm

ถ้าพูดถึงแบรนด์ กระเป๋า และ รองเท้า ที่ราคาไม่สูง และคุณภาพดี หนึ่งในแบรนด์ที่ขาดไม่ได้ คือ "Charles & Keith" แบรนด์แฟชั่นสัญชาติสิงคโปร์ ที่เข้ามาตีตลาดทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ที่เรามักพบเจอ Shop มากมาย ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ที่มีคนก็ยังคงเดินเข้าร้านแบบไม่ขาดสาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วง Mid Year Sale หรือในเทศการต่าง ๆ ที่แบรนด์มีประกาศลดราคา ซึ่งในบทความนี้ เราจะพาทุกคนมาทำความเข้าใจ ถึง 5 กลยุทธ์ในการบริหารธุรกิจและการทำการตลาด ของ Charles & Keith ที่ทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จ และได้รับความนิมยม มากขนาดนี้

Charles & Keith Shop

จุดประสงค์ของ แบรนด์ Charles & Keithมีความชัดเจนมากที่ต้องการจะแฟชั่น เป็นสิ่งที่คนเข้าถึงได้ ทางแบรนด์จึงมักจะตั้งราคาที่ไม่แพง แต่ถ้าหากมองเรื่องคุณภาพสินค้านั้น ก็ถือว่าดีเกินราคาเลย และนอกจากนั้นแล้วยังมีการออกแบบที่ทันสมัย ปรับตัวเข้ากับแฟชั่นยุคใหม่อยู่เเสมอ

1. ความชัดเจนในการทำธุรกิจ

Charles & Keith มีจุดประสงค์ในการทำธุรกิจที่ชัดเจนมาก ที่ต้องการทำให้ “แฟชั่น” เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ทางแบรนด์มักสร้างสรรค์สินค้าอย่างใส่ใจทุกรายละเอียด ทั้งการออกแบบที่ทันสมัย ปรับตัวเข้ากับแฟชั่นยุคใหม่อยู่เสมอ และกำหนดราคาขายที่สมเหตุสมผล หรือหลาย ๆ คนมักพูดว่า คุ้มเกินราคา

Charles & Keith Bag english fashion

2. ยึดมั่นใจ Position ของตัวเองของ Charles & Keith

ต่อยอดจากการมีจุดประสงค์ที่ชัดเจนของ Charles & Keith ทางแบรนด์เน้นกำหนด Position ในการทำการตลาด โดยสื่อสารด้วย คำว่า  “Affordable Luxury” หรือ “ความหรูหราในราคาที่จับต้องได้” โดยสามารถเข้าถึงลูกค้าได้หลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าลูกค้าจะมีรายได้ น้อย ปานกลาง หรือสูง ก็สามารถเป็นเจ้าของ  Charles & Keith ได้

3. Charles & Keith ใส่ใจมาตรฐานและรับผิดชอบต่อส่วนรวม

ยิ่งกว่านั้น Charles & Keith ยังเน้นให้ความสำคัญกับมาตรฐานการผลิต รวมถึงการรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจในทุก ๆ กระบวนการผลิตสินค้าที่อาจส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างมาตรฐานของตัวเองไว้ว่า Charles & Keith จะผลิตแต่สิ่งที่ลูกค้าต้องการเท่านั้น

4. ใกล้ชิดและเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง

แบรนด์ Charles & Keith ถือเป็นแบรนด์แฟชั่นระดับโลก แบรนด์แรก ๆ ที่สามารถเติมเต็มช่องว่างในตลาดของผู้บริโภคที่มีใจรักแฟชั่นได้เป็นอย่างดี

โดย Charles & Keith ได้วางรากฐานความใส่ใจ เพื่อให้เข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด โดยเริ่มจากวัฒนธรรมภายในร้านเลยทีเดียว ทางแบรนด์จะเลือกพนักงานหน้าร้าน ที่มีอายุเฉลี่ย  (ประมาณ 27 ปี) ซึ่งตรงกับกลุ่มลูกค้าของแบรนด์ เพื่อเข้ามาให้บริการลูกค้าทั้ง การให้คำแนะนำอย่างเป็นมิตร และคอยฟีดแบคพฤติกรรมการซื้อของลูกค้า รวมไปถึงการให้อิสระกับลูกค้า ที่เข้าใช้บริการภายในร้าน 

นอกจากนี้ Charles & Keith ในประเทศต่าง ๆ มักจะเลือกพนักงานที่เป็น Local หรืออยู่ในประเทศนั้น ๆ เข้ามาเป็นพนักงานขาย เพื่อให้สามารถเข้าใจตลาดในแต่ละพื้นที่ และมองเห็นภาพความต้องการของลูกค้าและความนิยมของประเทศนั้น ๆ มากขึ้น

5. เจ้าตลาดสินค้าออนไลน์รายแรกในสิงคโปร์

Charles & Keith ถือเป็นบริษัทค้าปลีก รายแรกในสิงคโปร์ที่เปิดตัวร้านค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้ช่วยลดข้อจำกัดในเรื่องของจำนวนสาขาหน้าร้านที่ไม่ครอบคลุมในหลาย ๆ ประเทศ เมื่อเทียบกับที่อื่น ๆ แต่แนวคิดในเรื่องการทำตลาดช้อปปิ้งออนไลน์ของแบรนด์ ทำให้สามารถครอบคลุมการซื้อ - ขาย ได้ถึง 70 ประเทศทั่วโลก

charles-keith-itzy-group

ทั้งหมดนี้ เป็นความลับที่อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จของแบรนด์ Charles & Keith ที่รักษาจุดยืนและการทำการตลาดของทางแบรนด์ได้อย่างชัดเจน ในการสร้างสรรค์สินค้าแฟชั่นคุณภาพสูง มีสไตล์ และราคาจับต้องได้  เพื่อผู้บริโภค โดยสินค้าของแบรนด์ครอบคลุมทั้ง  รองเท้า กระเป๋า และเครื่องประดับ จึงทำให้แบรนด์  Charles & Keith เป็นแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภค จากหลาย ๆ ประเทศได้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

และสำหรับใคร ที่สนใจเรียนรู้เรื่องการทำการตลาดเพื่อก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกที่กำลังหมุนอย่างรวดเร็วขอแนะนำ หลักสูตร Digital Marketing

เพราะจริงๆ แล้ว Digital Marketing ไม่ใช่เพียงการยิง Ads โฆษณา แต่มีองค์ประกอบหลากหลาย ทั้งในส่วนของทฤษฎี การวิเคราะห์ และวางแผน ทุกอย่างให้ลงตัว ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติของธุรกิจแต่ละประเภทที่แตกต่างกัน ช่องทางการขายของธุรกิจคุณเป็นอย่างไร และควรวางแผนสร้าง Content แบบไหน จึงจะดึงดูดลูกค้าได้ แล้วจึงไปวางแผนการยิง Ads โฆษณาว่า การตั้งงบประมาณ และจำกัดกลุ่มเป้าหมายอย่างไร จนถึงขั้นตอนสุดท้าย คือ การวิเคราะห์ผลที่ได้เพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น

Reference :

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า กระแส E-commerce (อีคอมเมิร์ซ) ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตของผู้คนไปตลอดการ โดยเฉพาะในเรื่องพฤติกรรมการ ซื้อ-ขายสินค้า ที่ทำให้ทุกอย่างทำได้ง่ายขึ้น ด้วยปลายนิ้ว ไม่เว้นแต่ในตลาดของเล่นที่มีวางขายในเว็บต่าง ๆ มากมาย การขายของเล่นบนโลกออนไลน์มากมาย ตั้งแต่ของเล่นทั่วไป ที่หาง่าย ไปจนถึงของสินค้า "Rare Item" ที่หายาก และราคาสูงลิ่ว

ความพิเศษของ E-Commerce

การเข้ามาของ E-Commerce สร้างความสะดวกสบายอย่างมาก ทำให้ลูกค้าไม่ต้องออกไปตากแดด ตากฝน ฝ่ารถติด เพื่อตามหาสิ่งที่ตัวเองต้องการ ทั้งยังเปิดทางเลือกให้ผู้ซื้อมีช่องทางและอิสระที่มากขึ้นกว่าเดิม ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ในสมัยนี้ต่างก็ต้องปรับตัวตามกระแสให้ทัน ถ้าไม่อยากถูกกลืน และเลือนหายไปตามกาลเวลา

สำหรับบทความนี้ ขอหยิบยกตัวอย่างธุรกิจในวงการตลาดของเล่น ซึ่งเป็นหนึ่งในบทเรียนชั้นดี ที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงการปรับตัวที่ช้าเกินไป จนต้องพบกับความ ‘ล้มเหลว’ และธุรกิจนั้นคือ TOYS “R” US

Toys R Us Logo

TOYS “R” US ยักษ์ใหญ่ของวงการตลาดของเล่น

TOYS “R” US หรือ "Toys Я Us" ร้านขายของเล่นชื่อดังในสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1948 หรือ ราว ๆ 75 ปีก่อน ซึ่งถือเป็นเจ้าใหญ่ของวงการและเป็นแลนด์มาร์คแห่งธุรกิจตลาดของเล่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีจำนวนสาขากว่า 1,600 สาขา และมีพนักงานถึง 64,000 คน ใน 38 ประเทศทั่วโลก

จุดเด่นของ TOYS “R” US คือ "ความหลากหลาย" ที่ในร้านมีของเล่นให้เลือกมากกว่า 1,000 ชิ้น รวมถึงยังมีของเล่นที่นำเข้าจากหลายประเทศ และจุดขายที่สำคัญคือ ราคาถูก กว่าคู่แข่งเจ้าอื่น ๆ ในตลาด 20 - 50% อีกด้วย

จุดเปลี่ยนสำคัญ ของ TOYS “R” US

ในช่วง ค.ศ. 1998 กระแส Social Media และ E-commerce เริ่มมีบทบาทกับการใช้จ่ายของผู้บริโภคมากขึ้น และสิ่งที่เจ้าตลาดของเล่นอย่าง TOYS “R” US ทำพลาดในครั้งนั้น คือ การไม่ปรับตัวให้ทันกระแสของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะที่แบรนด์อื่น ๆ ในทุก ๆ อุตสาหกรรมเริ่มพากันสร้างตัวตน และสื่อสังคมบนโลกออนไลน์ แต่ TOYS “R” US กลับเลือกที่จะนิ่งเฉย ประกอบกับ ณ ช่วงนั้น Amazon ที่เชี่ยวชาญด้าน E-Commerce เริ่มขยายธุรกิจ ตีตลาดออนไลน์มากขึ้น รวมถึงมีการวางขายสินค้าของเล่นใน Platform ของเขามากกว่าที่ TOYS “R” US มีอยู่ ทำให้ Amazon ได้โอกาสดีในการเปิดตลาด และได้ส่วนแบ่งของตลาดของเล่นออนไลน์ที่กำลังเกิดใหม่อย่างรวดเร็ว จนทำให้ Amazon ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านช้อปปิ้งอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน

สำหรับความนิ่งนอนใจของ TOYS “R” US ทำให้บริษัทต้องเผชิญกับความท้าทายอยู่หลายปี ทั้งเรื่องของการปรับตัวไม่ทันการเข้ามาของ E-Commerce และตลาดของเล่นที่เปลี่ยนไป รวมถึงมีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะเป็น Walmart, K-Mart หรือ Alibaba ฯลฯ ที่หันมาเพิ่มความหลากหลายให้กลุ่มสินค้าของตัวเอง สุดท้าย TOYS “R” US จึงพบกับบทเรียนและจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญโดยพบกับปัญหาหนี้สินมากมายและในที่สุดบริษัทได้ยื่นขอล้มละลาย และขอเข้าสู่กระบวนการพิทักษ์ทรัพย์ เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ในปี ค.ศ. 2018

Toys R Us Closing

จากนั้น เริ่มทยอยปิดตัวสาขาหน้าร้านทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และอังกฤษอย่างถาวร ส่วนกิจการในโซนเอเชีย แอฟริกา ยุโรป และแคนาดา ได้มีการขายออกไปให้เจ้าอื่นดูแล

TOYS “R” US ... เปลี่ยน ความ "ล้มเหลว" ให้เป็น "ประสบการณ์"

ล่าสุด ช่วงกลางปีที่แล้ว (ค.ศ. 2022) TOYS “R” US ได้หวนคืนตลาดของเล่นในสหรัฐอเมริกาได้อีกครั้ง โดยจับมือกับห้างค้าปลีกเก่าแก่ อย่าง Macy’s ที่มีอยู่มากกว่า 400 สาขา โดยทาง Macy ได้ออกมาประกาศผลประกอบการของห้างว่ายอดขายสินค้าหมวดของเล่น ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2022 ที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตสูงขึ้นถึง 15 เท่า เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่มีการร่วมมือกับ TOYS “R” US เลยทีเดียว

สุดท้ายนี้ แม้ว่า TOYS “R” US จะมีจุดที่พลาดไปจนทำให้เส้นทางการทำธุรกิจไม่ได้ราบรื่นมากนัก แต่อย่างน้อย การล้มในครั้งนั้นก็เป็นบทเรียนสำคัญ ที่ทำให้วันนี้ TOYS “R” US ได้บทเรียนและสามารถคัมแบ็กกลับมาได้อย่างเต็มตัว หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ และเป็นข้อเตือนใจสำหรับผู้ที่กำลังทำธุรกิจให้ว่าอย่ามองข้ามพลังของสื่อออนไลน์และตลาดออนไลน์เป็นอันขาด จะได้ไม่ทำผิดพลาดเหมือนกับ TOYS “R” US

<แนะนำ>

สำหรับใครที่สนใจในเรื่องของการตลาดและสื่อออนไลน์เพิ่มเติม

คอร์ส Digital Marketing ตอบโจทย์คุณ ทั้งเรื่องของการวิเคราะห์ และวางแผน การใช้สื่อออนไลน์ทุกอย่างให้ลงตัว ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์ https://eddu.org/digital-marketing-detail/

Reference :

https://www.toysrus.co.th/

https://www.thepeople.co/read/business/51020

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนมิถุนายน เรามักเห็นแบรนด์ดังต่าง ๆ รวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ หลาย ๆ แห่ง ต่างพากันเปลี่ยนภาพโปรไฟล์ในช่องทาง Social Media ออกแคมเปญการตลาด หรือสินค้าคอลเลกชันใหม่ ให้เป็น “สีรุ้ง” เพื่อเฉลิมฉลองเดือนแห่งความภาคภูมิใจ หรือ Pride Month 

มีหลายคนที่เข้าใจความหมายของสายรุ้งนี้ แต่ก็มีคนอีกมากมายที่ไม่รู้ หรืออาจไม่เข้าใจ ว่าเทรนด์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมถึงต้องเป็นเดือนมิถุนายน และการแสดงออกของแบรนด์ควรต้องระวังอะไรบ้าง เราลองมาหาคำตอบกันในบทความนี้

การร่วมแสดงออกในเดือน Pride Month ที่แบรนด์ควรระวัง 

สื่อสารและแสดงออกอย่างจริงใจ ไม่ใช่หวังแค่ตัวเลข

เมื่อโลกของเราเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น และในทุก ๆ ปีเริ่มมีแบรนด์เล็ก และใหญ่ ที่เข้ามาร่วมกับกิจกรรม Pride Month ที่มากขึ้น และหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจคือ

จากผลการศึกษาของบริษัท Unilever เมื่อปี 2021 พบว่ากว่า 66% ของเหล่า บุคคล LGBTQ+ ที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 34 ปี มีความเห็นว่าแบรนด์ส่วนใหญ่ ร่วมกิจกรรมกับวันแห่งความภาคภูมิใจของพวกเขา เพียงเพื่อหวังในเรื่องของตัวเลข และยอดขายเท่านั้น

ซึ่งการกระทำนี้นอกจากจะไม่ได้ทำให้พวกเขา “อิน” กับแบรนด์ แต่ กลับยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกในแง่ลบกับแบรนด์เหล่านั้นมากขึ้นด้วย

ซึ่งสิ่งสำคัญที่แบรนด์ควรทำ นอกเหนือจากการเปลี่ยนภาพโปรไฟล์เป็นสีรุ้ง หรือทำสินค้าสีรุ้งออกสู่ตลาด คือ การทำความเข้าใจและสนับสนุนพวกเขาอย่างแท้จริง เช่น การทำความเข้าใจถึงความชอบ ความต้องการและออกแบบสินค้าเพื่อพวกเขาอย่างต่อเนื่อง หรือการสนับสนุนการจ้างงาน การเลื่อนตำแหน่งอย่างเท่าเทียม รวมถึงการสนับสนุนองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อช่วยเหลือชุมชนของเหล่าผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างแท้จริง

ยกตัวอย่างแบรนด์ชื่อดัง ที่มีการร่วมเฉลิมฉลองกับ Pride Month ในปี 2023 เช่น

Disney

BELONG BEPROUND PRIDE

ในปีนี้ Disney มีการออกคอลเลคชัน Star Wars Pride ในคอนเซ็ปต์ของ rainbow BB-8 พร้อมเข็มกลัด BB-8 Pride Pin ที่มาพร้อมกับสโลแกน “Belong, Belive, Be Proud” ที่นอกจากแฝงไปด้วยความน่ารักของตัวละครแล้ว เขายังแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งให้กับองค์กร "It Gets Better" ซึ่งเป็นองค์กรที่ยกระดับ เพิ่มศักยภาพ และเชื่อมโยงเยาวชน LGBTQ+ ทั่วโลก โดยโครงการ "It Gets Better" นี้เป็นแรงบันดาลใจให้ชาว  LGBTQ+  สามารถแบ่งปันเรื่องราวของพวกเขาและเตือนเยาวชนรุ่นต่อ ๆ ไป ให้มีความฝันและความหวังมากขึ้นเรื่อย ๆ

อีกตัวอย่างหนึ่งจากประเทศไทยของเราเอง คือ “ศรีจันทร์” 

แบรนด์เครื่องสำอาง ของคุณ รวิศ หาญอุตสาหะ ที่ในปีนี้ ก็ร่วมเฉลิมฉลอง Pride Month อีกเช่นเคย โดยมีการแสดงออกผ่านโซเชียลมีเดีย 

SRIMONTH PRIDE

พร้อมกับมีสินค้าที่ออกแบบมาเพื่อคนทุกกลุ่ม รวมถึงเพิ่มสวัสดิการพนักงานให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม และทุกเพศสภาพ ด้วยแนวคิดที่ว่า เพราะพนักงานคือหัวใจหลัก ในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตไปข้างหน้า ประกอบกับภายในองค์กรที่มีคนหลากหลายรุ่น ตั้งแต่ Baby Boomer จนถึง Gen Z และสิ่งที่เพิ่มขึ้นมา คือ มีพนักงานในกลุ่ม LGBT ร่วมงานกับเราถึง 10% จึงพัฒนาสวัสดิการดูแลคุณภาพชีวิตพนักงานให้สอดคล้องกับพนักงานช่วงวัยต่างจึงอยากมอบโอกาสให้กับทุกคนและพร้อมจะสร้างให้เกิดความสุขและรอยยิ้มในทุกๆ วัน

ย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของ PRIDE MONTH

เดือนมิถุนายน จุดเริ่มต้นของ Pride Month และสายรุ้งของความเท่าเทียม 🏳️‍🌈

แม้ว่า Pride Month นั้นถือเป็นเดือนของสีสันของการเฉลิมฉลอง ที่ยิ่งใหญ่ของกลุ่มเพศทางเลือก หรือ LGBTQ+ ทั่วโลกที่ต่างพร้อมใจกันออกมาสร้้างสีสัน เดินขบวนพาเรต และแสดงออกถึงความเท่าเทียมกันอย่างสนุกสนาน แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้นั้น พวกเขาต้องผ่านเบื้องหลังที่แฝงด้วยหยาดเหงื่อและคราบน้ำตา จากการถูกดูหมิ่นและกีดกันทางสังคมอย่างรุนแรง จนไม่สามารถแสดงตัวตนในที่สาธารณะได้ ต้องคอยหลบหลีกและนัดพบกันตามสถานที่อโคจรในเวลากลางคืน ที่ที่พวกเขาสามารถเปิดเผยตัวตนได้อย่างสบายใจโดยไม่ถูกตัดสินว่าเป็นตัวประหลาด หรือส่วนเกินในสังคม 

จนถึงวันหนึ่งที่เป็นจุดเปลี่ยน ..ในเช้ารุ่งสางของวันที่ 28 มิถุนายน 1969 เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้บุกเข้าไปยัง Stonewall Inn ซึ่งเป็นบาร์เกย์ชื่อดัง ในย่าน Greenwich Village

โดยพยายามยัดข้อหาว่าที่บาร์ มีการขายแอลกอฮอล์โดยไม่ได้รับอนุญาต และใช้กำลังทำร้ายลูกค้าภายในร้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม LGBTQ+ จนเกิดเหตุจลาจลขึ้น เมื่อในครั้งนี้ ผู้คนภายในบาร์เริ่มตอบโต้และลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องสิทธิของตัวเอง 

จากเหตุการณ์คืนนั้น ทำให้มีผู้คนนับร้อยออกมาร่วมเดินขบวนประท้วงกันบนท้องถนน โดยเฉพาะบริเวณคริสโตเฟอร์สตรีท ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Stonewall Inn พร้อมการปะทะกันระหว่างกลุ่ม LGBTQ+ และตำรวจหลายครั้ง และเริ่มรุนแรงขึ้นพร้อมสื่อมวลชนที่เข้ามาทำข่าวและเผยแพร่เรื่องราวที่เกิดขึ้นออกไปจนคนทั่วไปรู้จัก 

การประท้วงครั้งนี้เอง ถือเป็นการจุดประกาย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นการเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศในสหรัฐอเมริกา ข่าวการจลาจลที่สโตนวอลล์ทำให้เกิดกระแสของการเรียกร้องเสรีภาพในการแสดงออกของชาว LGBTQ+ ในหลายประเทศ  

สำหรับงาน Pride ครั้งแรก เกิดขึ้นในปี 1970 และดำเนินต่อเนื่องนับแต่นั้นเป็นต้นมา เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยมีสัญลักษณ์พิเศษคือธงรุ้งจากการประดิษฐ์ของ Gilbert Baker ศิลปินและนักขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนของชาวเกย์ โดยเขาได้แรงบันดาลใจมาจากธงชาติของประเทศสหรัฐอเมริกาในวาระฉลองครบรอบ 200 ปี ในปี 1976 โดยประกอบด้วย 8 สี ได้แก่

PRIDE TONE

หลังจากนั้นได้ถูกลดทอนลงจนเหลือ 6 สี โดยตัดสีชมพู และสีน้ำเงินเข้มออก และใช้กันต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ที่สื่อถึงความหลากหลายในของความเป็นมนุษย์ และย้ำเตือนว่าทุก ๆ คน ล้วนเป็นสีที่ช่วยเติมเต็มสังคมให้สวยงามและน่าอยู่ขึ้น รวมถึงในประเทศไทยของเราเองก็เริ่มมีการร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับเดือนแห่งความภาคภูมิใจนี้ ซึ่งปี 2023 ก็มีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 4 มิถุนายน และคงได้มีหลากหลายแบรนด์ที่ออกแคมเปญการตลาดให้เราได้เห็นกัน

จากบทความนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวเคล้าสีสัน ความสนุก และประวัติศาสตร์ที่สำคัญของกลุ่ม LGBT+ และยังเป็นจุดเริ่มต้นของสิทธิที่เท่าเทียมกันของทุก ๆ คน ที่ไม่ใช่เพียงเรื่องของเพศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเข้าใจ และยอมรับ ความแตกต่างของเชื้อชาติ สีผิว ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง หรือสถานะทางสังคมอีกด้วย

Reference : 

https://www.cnbc.com/2021/06/20/the-right-way-for-brands-to-approach-pride-month-and-all-year-round.html

http://www.lgbt-capital.com/ 

https://www.facebook.com/srichand1948

https://www.linkedin.com/pulse/asia-you-ready-pink-dollar-david-ko/?trk=pulse-article

https://www.thepinknews.com/2023/05/18/star-wars-pride-collection

We use cookies, please see our policy and setting

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save
linkedin facebook pinterest youtube rss twitter instagram facebook-blank rss-blank linkedin-blank pinterest youtube twitter instagram